เมื่อวันที่ 3 ก.ย. นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีพรรคประชาชนมีมติโหวตสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดตจากพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี ว่า เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า พรรคประชาชน หันไปจับมือกับพรรคภูมิใจไทย ทั้งที่อุดมการณ์จุดยืนคนละแนวคิด แต่สุดท้ายกลับไปร่วมมือทางการเมือง ตนได้ตรวจสอบจากสื่อต่างๆ ที่ประชาชนแสดงความคิดเห็นต่างรู้สึกเศร้าใจ ผิดหวัง กับการตัดสินใจครั้งนี้ของพรรคประชาชน 

นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า ขณะเดียวกันเกิดกระแสข่าวความเคลือบแคลงสงสัยจากประชาชนตามมาด้วยว่า ทั้ง 2 ฝ่าย มีดีลลับอะไรกันมากกว่าที่ปรากฏตามข่าวใช่หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็น 1.กระแสข่าว 44 สส.จากพรรคก้าวไกลในขณะนั้น ที่มีส่วนร่วมแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา112 มีการรับปากจะไปตกลงเจรจาอะไรให้หรือไม่ 2.กระแสข่าวการเสนอตำแหน่งรัฐมนตรีคนนอกให้พรรคประชาชน 8 ตำแหน่ง จริงหรือไม่อย่างไร 3.กระแสข่าวข้อเสนอตกลงเป็นการภายใน พรรคประชาชนต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ไม่ยกเว้นหมวด1-2 และอาจจะรวมไปถึงการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ด้วย ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร และ 4.คดีความของ สส.พรรคประชาชน ที่มีกับแกนนำที่สนับสนุนพรรคภูมิใจไทยอยู่ในดีลลับครั้งนี้ด้วยหรือไม่ ประชาชนสงสัย นี่คือคำถามที่ผู้นำพรรคประชาชนต้องตอบ

นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า ขอตั้งคำถามต่อไปยังพรรคภูมิใจไทย การไปขอเสียงจากพรรคประชาชนให้โหวตสนับสนุนชนิดที่ยอมทุกอย่าง ให้ทุกเงื่อนไข พรรคภูมิใจไทยเคยประกาศไม่ขอร่วมรัฐบาลกับพรรคก้าวไกล สส.ในพรรคไม่โหวตให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี แตกต่างจาก สส.เพื่อไทยทุกคน ได้โหวตให้นายพิธา การคัดค้านแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาจากพรรคประชาชน สมาชิกพรรคภูมิใจไทยเคยยื่นต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองพิจารณาส่งศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคก้าวไกล จากการปฏิบัติอย่าง 2 มาตรฐานต่อการขับ สส.ออกจากพรรค รวมทั้ง สส.ของพรรค เคยอภิปรายโจมตีการแก้ไขมาตรา 112 อย่างรุนแรง ขณะที่พรรคประชาชนมีดีลลับอะไรแอบแฝง นอกเงื่อนไขที่หัวหน้าพรรคประชาชนแถลงไว้ ถึงแม้จะพยายามให้หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย มาลงนาม MOU ยอมรับข้อตกลงต่างๆ ไม่ใช่แค่ตั้ง ส.ส.ร. แก้รัฐธรรมนูญ ให้นายกฯ คนใหม่อยู่ในอำนาจ 4 เดือนยุบสภา น่าจะมีอะไรมากกว่านั้น เพียงแค่เปิดเผยไม่ได้ใช่หรือไม่  

“ในอดีตพรรคภูมิใจไทยเคยมองพรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล พรรคประชาชน อุดมการณ์ต่างกันสุดขั้ว เป็นคนละแนวคิดการเมือง อนุรักษนิยม กับเสรีประชาธิปไตย ไม่ขอร่วมสังฆกรรมด้วย เป็นปลาคนละน้ำ แต่วันนี้ดูเหมือนจะกลับตาลปัตรพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ ยอมทุกเงื่อนไข พรรคประชาชนเองทำตัวน่าผิดหวัง ตัดสินใจอย่างนี้ จะเป็นตราบาปติดตัวไปตลอด และมีกองเชียร์จำนวนมากรู้สึกเศร้าใจ ขอให้เตรียมรับผลกระทบที่จะตามมาทางการเมืองด้วย” นายพร้อมพงศ์ กล่าว