พระเมธีวัชรบัณฑิต หรือ “เจ้าคุณหรรษา” เจ้าอาวาสวัดใหม่ยายแป้น กรุงเทพมหานคร ผอ.หลักสูตรสันติศึกษาระดับปริญญาเอก มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ว่า วิกฤติศรัทธาและมรณภาพของพระสังฆาธิการ บริหารจัดการไม่ดีคนจะหนีพุทธไทยกันหมด ความคิดที่ว่ามิใช่ความคิดของตัวเอง หากแต่เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดในสังคมพุทธไทยมาพักใหญ่แล้ว ทุกๆ วันก็จะมีทั้งพระและโยมสนทนาธรรมมาตลอด แต่ช่วง 2-3 เดือนนี้ ก็ยิ่งเห็นความคิดที่ชัดเจนของพุทธบริษัท จนมาถึงวันที่พระสังฆาธิการรูปหนึ่งตัดสินใจฆ่าตัวตายเพราะปัญหาการทำบัญชีวัด

6 ประเด็นต่อไปนี้ คือสิ่งที่พุทธศาสนิก และพุทธบริษัทในประเทศไทยกำลังเผชิญ และตัดสินใจเลือกว่า ต่อไปนี้ วิถีทางนับถือพระพุทธศาสนาควรจะเป็นไปในลักษณะใด

1. ปลีกตัวเองไปหาพุทธแบบดั้งเดิม พุทธบริษัทกลุ่มหนึ่งกำลังปลีกตัวออกไปปฏิบัติธรรมตามนิคม ตามป่าเขา ตามเรือนว่าง อันเป็นไปตามแนวพุทธเถรวาท หรือพุทธบริสุทธิ์ พุทธแบบดั้งเดิม ทั้งที่สอดรับกับรัฐธรรมนูญ ปี 60 มาตรา 67 และสอดรับกับพุทธประสงค์ดั้งเดิม

2. หนีพุทธไทยไปพัฒนาสถานธรรมส่วนตัว พุทธบริษัทผนึกกำลังกันพัฒนาสถานธรรม โดยไม่ประสงค์ให้มีสถานะเป็นวัดตามพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ที่สะท้อนพุทธราชการ หรือพุทธแบบไทยๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการภาระต่างๆ ที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายและมติมหาเถรสมาคม

3. ลาออกจากพระสังฆาธิการเจ้าพนักงานของรัฐ พระมหาเถระเจ้าคณะพระสังฆาธิการ ขอลาออกจากการเป็นเจ้าอาวาส รวมถึงเจ้าคณะผู้ปกครองตามพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 เพราะไม่ประสงค์จะแบกรับภาระดังกล่าว ทั้งการทำบัญชี การตั้งคณะกรรมการต่างๆ เป็นต้น โดยเฉพาะพระภิกษุในต่างจังหวัด

4. ฆ่าตัวตายสบายกว่า พระสังฆาธิการบางรูปที่สมณธรรมยังอ่อน เลือกตัดสินใจที่จะปลิดชีวิตฆ่าตัวตาย เพื่อหลีกสายตาที่ดูแคลน คำพูดที่เสียดแทงใจ รวมการที่จะต้องเข้าไปแบกรับภาระต่างๆ ที่เกิดขึ้น

5. สึกออกไปใช้ชีวิตแบบฆราวาส พระสังฆาธิการที่ศรัทธายังอ่อน จึงเลือกตัดสินใจที่จะสละสมณเพศ เพื่อเลือกเส้นทางอื่นที่เหมาะสมกับการดำเนินชีวิตของตัวเอง และมองว่า จำเป็นอะไรที่จะต้องเข้ามารับภาระธุระในการดูแลวัดอาอาราม

6.ไปนับถือพุทธนิกายอื่นที่ตอบโจทย์ พุทธบริษัทไม่น้อยในยุคปัจจุบัน เลือกที่จะหันไปนับถือพระพุทธศาสนานิกายอื่นๆ ทั้งมหายานแบบวิถีหมู่บ้านพรัม หรือ Plum village วัชรยานแบบทิเบต ตามลมหายใจท่านดาไลลามะ เหตุผลหนึ่งก็เพราะเหมาะกับจริต แต่ผลที่บางท่านตอบน่าสนใจมากก็คือ หลีกหนีความเป็นแบบพุทธไทยตามกรอบของ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505

ทั้งหมดคือเส้นทาง หรือทางเลือกที่พุทธบริษัทหลายท่านที่พูดคุยสนทนาตลอดเวลาที่ผ่านมา ส่วนตัวเข้าใจว่า นับวันพุทธแบบไทยก็จะถูกตีกรอบให้แคบลง ทั้งจำนวนผู้นับถือ และผู้สนใจเข้ามาศึกษาและเรียนเพื่อนำไปยกระดับจิตใจ สอดรับกับบางท่านที่พยายามตอกย้ำว่า สถาบันพระพุทธศาสนา หรือสถาบันสงฆ์ หรือถ้าจะกล่าวให้แคบลงหรือสถาบันภิกษุสงฆ์ไทย จะค่อยๆ เลือนหายไปจากความต้องการของคนรุ่นใหม่มากขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะคนกลุ่มนี้จะมีทางเลือกการศึกษาและปฏิบัติตามแนวทางอื่นๆ ที่ตอบโจทย์ หรือสอดรับกับความคาดหวังมากกว่า สุดท้ายสถาบันสงฆ์ไทยก็จะคงเหลือไว้ในเชิงรูปแบบ และพิธีกรรม ที่จะนำไปตอบโจทย์ในลักษณะศาสนาราชการ อันเป็นลักษณะประเพณีนิยมที่สังคมไทยเคยใช้ประโยชน์ตามเทศกาลและพิธีกรรมต่างๆ

ข้อมูลที่กล่าวมา คือการสนทนาพูดคุยแลกเปลี่ยนในวงเวทีสัมมนามาหลายปี และในฐานะคนที่ทำงานด้านศาสนาและเทววิทยาตามเส้นทางตำแหน่งทางวิชาการร่วมกับผู้ที่นับถือศาสนา (Buddhists) กับผู้ที่มิได้นับถือ (Non-Buddhists) แล้วถือโอกาสนำมาแลกเปลี่ยนรู้ ทั้ง 6 เหตุผลในการเลือกนับถือและปฏิบัติตามครรลองของการเป็นพุทธศาสนิกชนข้างต้นนั้น ขอให้วิญญูชนพิเคราะห์อย่างคนที่มีพุทธปัญญา พิจารณาอย่างไร้อคติ มิใช่การพูดด้วยอารมณ์ว่า อยู่ได้ก็อยู่ อยู่ไม่ได้ก็อย่าอยู่ หรืออยู่ไม่ได้จะไปนับถือพุทธแบบไหนก็ไป จะฆ่าตัวตาย จะสึกหาลาเพศก็ช่างหัวคุณ

การแสดงออกดังกล่าว นับว่าไม่สอดคล้องกับการมองและปฏิบัติต่อคนตามบัวสามเหล่า พ้นน้ำ ปริ่มน้ำ และใต้น้ำ รวมถึงขาดการนำเสนอธรรมะตามแนวอนุปุพพีกถา หรือการนำเสนอธรรมะแบบใบไม้ในกำมือ คือ กำของใครก็กำของคนนั้น ตามวุฒิภาวะหรือภูมิธรรมที่พึงมี ถึงเวลาที่พุทธบริษัททั้งหลาย จักได้ช่วยกันศึกษา และพิจารณาด้วยพุทธปัญญาอย่างถ่องแท้ตามหลักอริยสัจ เพื่อจะได้เข้าใจว่าอะไรคือทุกข์ อะไรคือสาเหตุของทุกข์ อะไรคือความอยู่รอดและเจริญรุ่งเรืองของพุทธศาสนาอันเป็นภาวะดับไปของทุกข์ และอะไรคือยุทธศาสตร์ หรือหนทางที่เราจะช่วยกันออกแบบ เพื่อให้เหมาะสมกับโลกที่เปลี่ยนไป โดยไม่ขัดหรือแย้งกับพระธรรมวินัยที่เป็นศาสดาของพวกเราชาวพุทธ