คงจะเหลือเพียง 2 ตำแหน่งที่หลายคนรอลุ้นคือ “รมว.กลาโหม” และ “รมว.ยุติธรรม” หลัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่า การจัดโผคณะรัฐมนตรี (ครม.) ใกล้เสร็จร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว หลังเปิดตัวคนนอกที่เข้ามาดูแลงานด้านเศรษฐกิจและงานต่างประเทศ “นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ทำหน้าที่รมว.การต่างประเทศ “นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” อธิบดีกรมธนารักษ์ เข้ามาทำหน้าที่รมว.คลัง “นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์” อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เข้ามารับตำแหน่ง “รมว.พลังงาน” นายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย และประธานที่ปรึกษา “นายพิชัย ชุณหวชิร” อดีตรมว.คลัง ในรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ซึ่งมีหลายเรื่องที่ต้องสานต่อ จึงเรียนเชิญมาช่วยงาน อย่าลืมว่า “กระทรวงกลาโหม” มีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ส่วน “รมว.ยุติธรรม” ต้องทำหน้าที่ดูแลกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งรับผิดชอบตรวจสอบปัญหาที่ดินเขากระโดงและฮั้ว สว.
ขณะที่ภายหลังการรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกฯ “นายอนุทิน” แถลงว่า ความกังวลของประชาชนในเรื่องของความกังขา ทั้งเรื่องจริยธรรมและกฎหมายที่บางครั้งพวกตนไม่ได้รับความยุติธรรมถูกกลั่นแกล้งใส่ร้าย แต่วันนั้นได้ผ่านไปแล้ว สิ่งที่เป็นความกังวลใจของประชาชนขอยืนยันว่าตนและรัฐบาลจะทำงานยึดความถูกต้องของกฎหมายเป็นหลักเท่านั้น จะไม่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม จะให้กระบวนการยุติธรรมได้ทำงานด้วยกลไกที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ (รธน.) และกฎหมาย ความยุติธรรมต้องมีให้ทุกคนเท่าเทียมกัน ไม่ได้ยัดเยียดปรุงแต่ง หรือกลั่นแกล้งใส่ร้ายอย่างที่เคยมีผู้ปฏิบัติมา นอกจากไม่แทรกแซงแล้วจะเร่งรัดเปิดเผยให้กระบวนการยุติธรรมทุกอย่างอยู่บนโต๊ะ สามารถอธิบายให้ประชาชนเข้าใจในสิ่งที่สงสัย อะไรผิดก็จะดำเนินการทันทีตามกฎหมายไม่ใช่กฎหมู่

นายกฯ กล่าวต่อไปว่า ส่วนสิ่งที่ สส.พรรคประชาชน (ปชน.) ห่วงใยที่อยู่ในบันทึกข้อตกลง ซึ่งรัฐบาลจะมีจุดมุ่งหมายเรื่องการแก้ รธน.ฉบับใหม่ หลังจากนั้นจะยุบสภาภายในกรอบเวลา 4 เดือน ตามที่มีข้อตกลง เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชน ดังนั้นเวลาที่มีอยู่ 4 เดือน ตนและครม. จะไม่มีวันหยุด ไม่มีพักร้อน ถ้าเป็นไปได้ต้องไม่มีการเจ็บป่วย ไม่มีวันที่จะบอกว่าพักผ่อนกับครอบครัว ยกเว้นพักผ่อนตามความต้องการของร่างกาย เชื่อว่า ครม.ของตน จะมีสุขภาพยืนหยัดทำงานให้กับประชาชนได้อย่างเต็มที่ เราจะเร่งขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศให้หลุดพ้นจากสถานการณ์วิกฤติในระยะเวลาที่มีอยู่ และจะสร้างรากฐานที่มั่นคงเพื่อให้รัฐบาลชุดนี้ รวมทั้งจะสร้างความรักสามัคคีของคนในชาติเพื่อร่วมเป็นพลังพัฒนาประเทศไทย
พร้อมทั้งกล่าวกับสื่อว่า บุคคลที่จะดำรงตำแหน่งรมว.ยุติธรรม ต้องเป็นคนที่มีความยุติธรรมเป็นที่ตั้ง เมื่อถามย้ำว่าต้องจับตาเป็นพิเศษหรือไม่ เพราะต้องกำกับดีเอสไอที่ทำเรื่องสว. นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ต้องจับตา ทุกคนก็ทำงานตามหน้าที่ นึกถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นหลักจะไม่มีปัญหา ส่วนจะเป็นใครนั้น ถ้าเรียบร้อยแล้วจะเชิญลงมากินข้าวและแนะนำต่อสื่อมวลชน ไม่มีการปิดบังคนไหนชัดเจนก็แนะนำเพื่อให้ประชาชนรับทราบด้วย

ต้องยอมรับว่า “รมว.ยุติธรรม” ถือว่ามีบทบาทสำคัญมาก หากถูกตั้งข้อสงสัยจากสังคม ย่อมมีต่ออายุของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล เพราะฝ่ายค้านทั้ง “เพื่อไทย-ประชาชน” คงจับมือในการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ อ้างว่าเขาแทรกแซงคดีเขากระโดง-ฮั้วสว.
ส่วนท่าทีของพรรคฝ่ายค้านป้ายแดง “น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล” สส.บัญชีรายชื่อ และรองโฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) แถลงกรณีการโหวตเลือกนายกฯ คนที่ 32 ว่า จะเดินหน้าทำงานต่อในฐานะพรรคฝ่ายค้าน พร้อมเริ่มงานตั้งแต่วินาทีแรกที่รัฐบาลชุดใหม่เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ การดำเนินคดีกับการบุกรุกที่ดินเขากระโดง และการตรวจสอบการฮั้วการเลือก สว. ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ พรรค พท.จะตรวจสอบ และจับตาทุกฝีก้าวว่ารัฐบาลชุดใหม่นี้จะดำเนินการกับสองเรื่องนี้อย่างไร หากพบว่ามีความพยายามที่จะแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม โดยเข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานหรือทำให้คดีมีความล่าช้า พรรคจะใช้ทุกช่องทางการตรวจสอบเพื่อหยุดยั้งการกระทำดังกล่าว พร้อมเข้าชื่อเพื่อเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ โดยทันทีแม้ว่าจะยังไม่ครบกำหนด 4 เดือน ตามบันทึกข้อตกลงส้ม-น้ำเงิน

“ขอบอกว่าความยุติธรรมต้องไม่ถูกซื้อ ความจริงต้องไม่ถูกปกปิด และอำนาจต้องถูกตรวจสอบ แม้รัฐบาล ภท.จะมาตามระบบรัฐสภา ก็ผ่านการตัดสินใจยกมือของพรรค ปชน. ภายใต้เงื่อนไขพิสดารเช่นนี้ ย่อมยากที่จะคาดหวังในการบริหารประเทศภายใต้พรรค ภท. และพรรค ปชน.ในฐานะที่เป็นคะแนนเสียงหลักของการตั้งรัฐบาลชุดนี้ ย่อมไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบทางการเมืองได้” น.ส.ขัตติยา กล่าวและว่า อยากให้พรรค ปชน.ได้ทบทวนความหมายของการเป็นฝ่ายค้านอย่างเข้มแข็งอีกครั้งว่า ฝ่ายค้านที่เข้มแข็งนั้นควรทำหน้าที่เป็นผู้ประคองรัฐบาลหรือเป็นผู้คานอำนาจของรัฐบาลกันแน่ เพราะฝ่ายค้านที่แท้จริงไม่ใช่ผู้ประคองรัฐบาล แต่เป็นตัวแทนของประชาชน ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล คำขวัญของพรรค ปชน.คือ พรรคใหญ่กว่าคน ประชาชนใหญ่กว่าพรรค ตนเห็นว่าวันนี้ควรจะมีคำต่อท้ายว่า พรรคใหญ่กว่าคน ประชาชนใหญ่กว่า พรรคอนุรักษนิยมใหญ่กว่าใคร เราอยากเห็นพรรค ปชน.ที่วันนี้ยังไม่มีความชัดเจนเลยว่าจะเป็นฝ่ายค้านเต็มตัว หรือเป็นฝ่ายค้านครึ่งบกครึ่งน้ำ ซึ่งจะได้ร่วมตรวจสอบรัฐบาลอย่างจริงจัง เพื่อสร้างมาตรฐานการเมืองที่โปร่งใส
นอกจากนี้ยังมีความเคลื่อนไหวของ สส.พรรค พท. โดย สส. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของสภา ได้ร่วมเข้าชื่อยื่นต่อประธานสภา ให้ส่งคำร้องไปยังศาล รธน. เพื่อพิจารณาวินิจฉัยสมาชิกภาพการเป็น สส. ของ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรค ภท. และ “นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรค ปชน. สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตาม รธน. มาตรา 101 (2) ประกอบมาตรา 185 (1) และ (2) ซึ่งประทับตรารับหนังสือโดยสำนักงานเลขาธิการสภา เมื่อวันที่ 5 ก.ย. มีเนื้อหาระบุว่า นายอนุทินได้ทำข้อตกลงร่วม (เอ็มโอเอ) กับพรรค ปชน. โดยสส.พรรค ปชน.จะให้ความเห็นชอบ นายอนุทิน เป็นนายกฯ คนใหม่ โดยพรรค ปชน.จะไม่เข้าร่วมรัฐบาลภายใต้เงื่อนไขที่ทั้งสองพรรค โดยเห็นว่าการกระทำของนายอนุทิน และนายณัฐพงษ์ เป็นการกระทำที่ขัดต่อ รธน.และพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองหลายประการ เช่นการใช้สิทธิและเสรีภาพเพื่อล้มล้างระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ตามหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ภายใต้ บทบัญญัติของ รธน. มาตรา 114 บัญญัติว่า สส.และสว.ย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมายหรือความครอบงำใดๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ และขัดต่อพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 46 และการกระทำดังกล่าวยังถือว่า พรรค ภท.ยินยอมให้พรรค ปชน. ครอบงำ หรือชี้นำกิจกรรมของพรรค ภท.ซึ่งการกระทำของทั้งสองพรรคการเมืองดังกล่าวข้างต้น ถือว่าเป็นการกระทำอันเป็นการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ใน รธน.และเป็นการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง (1) และ (2) และ (3) ด้วย
นั่นหมายความว่า สส. พรรค พท. คงเดินเกมทุกทาง เพื่อให้เกิดการยุบสภาโดยเร็วที่สุด แม้ก่อนหน้านี้พรรค พท.จะประกาศรับเงื่อนไขของเอ็มโอเอของพรรค ปชน. พร้อมทั้งประกาศว่าจะยุบสภาทันทีด้วยซ้ำ คงต้องรอดูศาล รธน.จะรับคำร้องไว้วินิจฉัยหรือไม่
ทีมข่าวการเมือง



