เมื่อวันที่ 25 พ.ค. ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน และหัวหน้าพรรคประชาชน, น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค, นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรค, นายปิยรัฐ จงเทพ สส.บัญชีรายชื่อ พร้อมด้วยนายพิศาล มาณวพัฒน์, น.ส.เพียงพนอ บุญกล่ำ ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านปฏิรูปภาครัฐ ร่วมกันประชุม ครม.เงา และแถลงข่าวกระบวนการทุจริตนำคนต่างชาติเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย พร้อมข้อเสนอทบทวนหลักเกณฑ์ Elite Card
นายปิยรัฐ จงเทพ กล่าวว่า หากไม่มีคดี นายหมิง เฉิน ซัน ชาวจีนที่พกอาวุธสงคราม หรือคดีลักพาตัวรีดไถชาวจีน 6 คนโดยเจ้าหน้าที่รัฐ อาจไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ในสังคม ในช่วง 4-5 ปีนี้ คดีเหล่านี้มีมาโดยตลอด เปรียบเป็น “ไตรภาคีสีเทา” ประกอบด้วยอาชญากร เจ้าหน้าที่รัฐ และทุนสีเทาขนาดใหญ่ เป็นวงจร “ปลิงกินพยาธิ” คือองค์กรที่มีอำนาจรัฐใช้อำนาจในทางมิชอบ ไม่ต่างจากปลิงที่ดูดเลือดดูดเนื้อ และหากินกับพยาธิ หรือหากินกับพวกที่มีส่วนทำให้ระบบนิเวศมีปัญหา
มีการตั้งหน่วยรีดไถ อุ้มเรียกค่าไถ่ หรือไปเป็นพันธมิตรจัดหาอาวุธให้ ซึ่งสถานทูตจีนรับทราบข้อมูลและส่งให้ทางการไทย นำไปสู่การจับกุมที่จังหวัดสระแก้วและขยายผลจากตำรวจ 56 คน ทั้งนี้หากไม่เกิดอุบัติเหตุจะทราบเรื่องนี้หรือไม่ หรือหน่วยข่าวรู้อยู่แล้ว แต่หลับหูหลับตา มองว่าการเข้ามามี 2 ประตู 1. กลุ่มที่เข้ามาเป็นคนทำงาน ในรูปแบบครูสอนศาสนา มูลนิธิ หน่วยงานปกครองที่อนุญาตจัดตั้งก็ปล่อยปละละเลย จนมีมูลนิธิเกลื่อน ให้ชาวจีนอาศัยเงื่อนไขนี้ถือครองวีซ่าพำนักระยะยาว 2. จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทเป็นนิติบุคคลให้คนไทยเป็นนอมินี ถือหุ้นให้ 50% เมื่อประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หรือธุรกิจขนาดใหญ่จะเปลี่ยนผ่านมือให้กับคนจีน และไม่สามารถตรวจสอบที่มาของเงินได้
นายปิยรัฐ กล่าวต่อว่า พบรายชื่อบัญชีบริษัทต้องสงสัยครอบครองทรัพย์สินในรูปแบบนอมินีให้กับทุนจีน โดยผู้ถือหุ้น 1 คน ใน 23 บริษัท บริษัทมีชื่อคล้ายภาษาจีนแห่งหนึ่งจดทะเบียนวันที่ 23 เม.ย. 2565 แต่ถือครองซื้อบ้าน โครงการขนาดใหญ่ย่านลาดพร้าว ในวันที่ 29 เม.ย. 2565 มูลค่าไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท ในจำนวน 23 บริษัทมีไม่ต่ำกว่า 10 บริษัทที่พบว่าถือครองสิทธิในหมู่บ้านย่านศรีนครินทร์ โดยเฉพาะนอมินีถือหุ้นเกินกว่า 49% ต้องตามต่อว่าเงินเหล่านั้นจะนำไปสู่การฟอกเงินหรือไม่ โดยใช้กลไกของกรรมาธิการการกฎหมายฯ ในวันที่ 4 มิ.ย.นี้จะเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงโดยเฉพาะกรณีการเรียกค่าไถ่ชาวจีน

นายพิศาล กล่าวว่า รัฐต้องเข้มงวดการออกใบอนุญาตพิเศษ 2 ใบ 1. บัตรไทยแลนด์อีลิทการ์ดอยู่ได้ 5-20 ปี โดยการจ่ายเงินตั้งแต่ 650,000-5,000,000 บาท รัฐบาลจะอำนวยความสะดวกพำนักระยะยาวอย่างถูกกฎหมาย แต่เป็นช่องโหว่ไม่มีการตรวจสอบที่มาของเงิน และพฤติกรรม รวมถึงคุณสมบัติหลังจากให้ใบอนุญาต ซึ่งที่ผ่านมาพบผู้ถือใบอนุญาตเป็นผู้หนีคดี ติดหมายจับสากล เป็นอาชญากรในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง รวมถึง นายหมิง เฉิน ซัน 2. ใบอนุญาตพิเศษเรื่องวีซ่าระยะยาว ตั้งแต่ปี 2565-2568 ออกใบอนุญาตแล้วกว่า 7,000 คน ตอบโจทย์การดึงผู้มีทักษะเข้ามาทำงานในประเทศไทย
ด้าน น.ส.เพียงพนอ กล่าวว่า เราสามารถใช้ พ.ร.บ.ตรวจคนเข้าเมือง ในการตรวจสอบลงโทษผู้ที่เข้ามาอยู่ในไทยเกินเวลา หรือเข้ามาทำอาชีพสงวนของคนไทย พร้อมผลักดันให้กลับประเทศได้ ย้ำว่าการอยู่ในประเทศไทยต้องเอาให้ชัดว่าอยู่ระยะเวลาเท่าไร และมีตั๋วเครื่องบินขากลับ ต้องมีหลักฐานแสดงค่าใช้จ่าย และหลักฐานที่อยู่ให้ชัดเจน ราชการไทยต้องเปลี่ยน KPI การจัดการความมั่นคงใหม่ 1. กระบวนการบังคับโทษต้องรวดเร็วและเด็ดขาด 2. เปิดเผยข้อมูลให้เป็นสาธารณะ และ 3.ขอให้มีระบบการติดตามความคืบหน้าของคดี ทั้งนี้ นายกฯ ในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารต้องเป็นผู้รับผิดชอบหลัก

นายพิจารณ์ กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย ต้องทราบดีถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ต้องยอมรับว่าตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำอยู่ใต้จมูกของนายกฯ ทั้งนั้น ดังนั้น การปฏิบัติงานของรัฐบาลหลังจากนี้ การสั่งการของนายอนุทินจะเป็นบทพิสูจน์ ไม่จำเป็นต้องเอาการกระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวไปแลกกับความล้มเหลวด้านความมั่นคง เราเปิดบ้านเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว ไม่ได้เปิดบ้านเพื่อรับอาชญากรรมข้ามชาติ การคัดกรองคนจำเป็นต้องสังคายนา เราจะติดตามการทำงานของนายอนุทินในฐานะ มท.1 อย่าปล่อยให้ประเทศเราต้องแลกการกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวกับการเสี่ยงภัยทางด้านความมั่นคง
“วันนี้เราต้องท้าทายไปที่ตัวนายกฯ ว่าจะแสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญ เจตจำนงทางการเมืองที่จะแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างจริงจังหรือไม่ ผมตั้งข้อสังเกตว่าผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากกลุ่มทุนเทาเหล่านี้ ไม่สามารถที่จะรอดสายตาของข้าราชการเจ้าหน้าที่รัฐไปได้ มีผลประโยชน์เกิดขึ้นระหว่างกันแน่นอน และผลประโยชน์เหล่านี้ส่งทอดมายังกลุ่มการเมืองหรือไม่ นี่คือท่อน้ำเลี้ยงให้กับบ้านใหญ่ ในกลุ่มการเมืองซีกฝั่งรัฐบาลหรือเปล่า” นายพิจารณ์ กล่าว.



