เมื่อวันที่ 8 ก.ย. ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภา โดย พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (ฉบับที่…) พ.ศ. … (พ.ร.บ.รฟม.) ซึ่งมติของที่ประชุมรับหลักการ 161 เสียง ไม่รับหลักการ 1 งดออกเสียง 4 หลังจากที่ประชุมได้อภิปรายเนื้อหาสาระ และได้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นพิจารณาในกรอบเวลา ทั้งนี้ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว เป็นร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเงิน วุฒิสภาต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน 30 วัน นับแต่ที่รับร่าง พ.ร.บ. มาถึงวุฒิสภา ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 30 ก.ย. นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนหน้านั้นนายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร สว. ฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การคมนาคม วุฒิสภา ได้นำเสนอรายงานโดยให้ข้อสังเกตต่อประเด็นที่น่ากังวลในร่างกฎหมาย ได้แก่ 1.สถานะการเงินของ รฟม. เมื่อร่างแก้ไขกำหนดให้นำเงินรายได้ตามมาตรา 65 อุดหนุนนโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาทตลอดสาย ที่ในอดีตมีตัวอย่างจากหลายประเทศที่ดำเนินนโยบายลดค่าบริการขนส่งมวลชน แต่ผลประกอบการไม่สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง ทำให้ส่งผลกระทบต่อฐานะการเงินของผู้ให้บริการอย่างมีนัยสำคัญ

“กรณีการรถไฟแห่งประเทศไทยขาดทุนสะสมเนื่องจากนโยบายลดค่าโดยสารที่ไม่สอดคล้องต้นทุนที่แท้จริง ดังนั้น รฟม. ต้องประเมินผลกระทบและภาระการเงินอย่างรอบด้าน เพื่อให้มั่นใจว่าฐานะการเงินขององค์กรยังคงมั่นคง ไม่เกิดผลกระทบต่อเสถียรภาพขององค์กร กมธ. เห็นว่าตัวเลขประมาณการค่าชดเชยที่ รฟม. จะชดเชยให้ผู้รับสัมปทานตามนโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาทตลอดสาย ที่ 8,000 ล้านบาทต่อปี อาจต่ำกว่าความเป็นจริง” นายวุฒิชาติ อภิปราย

นายวุฒิชาติ อภิปรายต่อด้วยว่า กรณีที่ร่างแก้ไขมาตรา 4 กำหนดให้ รฟม. มีอำนาจออกพันธบัตรหรือตราสารอื่นเพื่อใช้ลงทุน เพื่อประโยชน์แก่กิจการ ที่ชั้นสภา แก้ไขให้เป็นไปโดยความเห็นชอบของ ครม. นั้น กมธ. เห็นด้วย ขณะที่การให้ รฟม. ออกพันธบัตรหรือตราสารอื่นใดนั้น อาจเป็นการเพิ่มภาระหนี้ให้กับ รฟม. ได้ ดังนั้นมีข้อแนะนำให้เลือกใช้เครื่องมือทางการเงินที่เหมาะสม สอดคล้องกับโครงการ และคำนึงถึงวินัยการเงินการคลังเคร่งครัด

“กมธ. เห็นว่า รฟม. ต้องพัฒนารูปแบบการหารายได้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการหารายได้ให้เพียงพอต่อการดำเนินการ โดยเฉพาะการหารายได้เชิงพาณิชย์ รวมถึงต้องพัฒนามาตรการตรวจสอบและกำกับดูแลที่รัดกุม เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามกรอบกฎหมายและหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี” นายวุฒิชาติ อภิปราย

ประธาน กมธ.คมนาคม อภิปรายต่อว่า กมธ. กังวลต่อความเพียงพอของเงินกองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วมตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการตั๋วร่วม เพราะเงินดังกล่าว จะถูกนำไปชดเชยรายได้ให้แก่ผู้รับสัมปทานที่มีรายได้ลดลง เพราะนโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาทตลอดสาย และนโยบายระบบตั๋วร่วม