เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 12 ก.ย. ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคุณสมบัติการเป็นหัวหน้าพรรคของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หลังถูกศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งให้พ้นจากการเป็นนายกรัฐมนตรี กรณีผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรงว่า หัวหน้าพรรคเป็นตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคเกิดจากการเป็นสมาชิกพรรคก่อน ซึ่งตอนนี้เรายังไม่เห็นคำวินิจฉัยฉบับเต็มของศาลรัฐธรรมนูญ แต่สิ่งที่จะทำให้พ้นจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค มีอยู่ 2 เรื่อง 1.คณะกรรมการจริยธรรมพรรคขับออกจากหัวหน้าแต่ยังเป็นสมาชิกอยู่ 2.พ้นจากสมาชิกพรรค ซึ่งในส่วนของสมาชิกพรรคนั้นจะพ่วงไปที่รัฐธรรมนูญด้วย โดยสมาชิกพรรคจะพ้นก็ต่อเมื่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัย แต่ถ้าเป็นศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นคนละอย่างซึ่งไม่ถือว่าเข้าเกณฑ์ ดังนั้นจะต้องเป็นคำพิพากษาของศาลฎีกา

“ส่วนกรณีการพ้นจากคณะกรรมการบริหารพรรค เป็นเรื่องภายในของพรรค ความรู้สึกของคนอาจจะมองว่าพ้นก็ได้ แต่กฎหมายมีวิธีปฏิบัติ ซึ่งเขาได้กำหนดเป็นเกณฑ์ไว้ ก็เป็นเรื่องของคณะกรรมการบริหารพรรคที่จะต้องพิจารณาว่าจะมีมติให้พ้นหรือไม่ ซึ่งเราจะไปก้าวก่ายกิจกรรมภายในของพรรคการเมืองไม่ได้” นายแสวง กล่าว

เมื่อถามว่าในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง จะต้องไปดูข้อบังคับพรรคด้วยหรือไม่ นายแสวง กล่าวว่า เราดูข้อบังคับของพรรคการเมือง แต่ถ้าเป็นกิจกรรมของพรรค เป็นเรื่องที่พรรคดำเนินการ นายทะเบียนก็จะดูว่าพรรคได้ดำเนินการตามข้อกฎหมาย หรือข้อบังคับพรรคหรือไม่ แต่การพ้นสมาชิกพรรคหรือกรรมการบริหารพรรค เป็นเรื่องภายใน หากไม่เป็นไปตามกฎหมาย เดี๋ยวสมาชิกเขาก็จะมาร้องเอง ซึ่งกรณีที่สอบถามนี้เป็นเรื่องภายในอย่างแท้จริงที่เขาจะต้องไปดำเนินการกันเอง

เมื่อถามว่าคุณสมบัติของสมาชิกจะมีการล้อไปตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐธรรมนูญก็ได้เขียนเกี่ยวกับเรื่องจริยธรรมเอาไว้ เป็นเหตุให้พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี ดังนั้นจะทำให้พ้นจากการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองด้วยหรือไม่ นายแสวง กล่าวว่า เวลาพิจารณาเรื่องเหล่านี้เราจะต้องแยก เพราะความรู้สึกของคนเร็วมาก สัมผัสได้ว่าลักษณะแบบนี้พ้นแน่ เหมือน สส. ลาออก แต่เขาบอกว่าเขาไม่พ้น เนื้อหาสาระตามหลักการบางครั้งก็พ้นแล้ว แต่รอคนมาชี้หรือกระบวนการ เช่นการพ้นจาก สส. ก็ต้องให้ศาลฎีกาชี้ ทั้งๆ ที่เรารู้ว่าพ้นแล้ว ศาลตัดสินแล้วบอกว่าลักษณะแบบนี้เป็นลักษณะต้องห้าม แต่ สส. ยังเข้าประชุมสภาได้ ตราบใดที่ศาลฎีกายังไม่ชี้ หรือกรรมการบริหารพรรคไม่ชี้ ก็จะยังไม่เกิดผลอะไร.