เมื่อวันที่ 12 ก.ย. ที่หอประชุมพุทธมณฑล จ.นครปฐม สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงมีพระบัญชาโปรดให้ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ปฏิบัติพระศาสนกิจแทนพระองค์ในการเป็นประธานเปิดโครงการประชุมสัมนาพระปริยัตินิเทศก์และบุคลากรที่เกี่ยวข้องระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568  

โดยสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ได้เชิญพระโอวาทสมเด็จพระสังฆราช เปิดการประชุมว่า สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มีพระบัญชาโปรดให้เชิญพระโอวาทมาในการเปิดประชุมสัมมนาพระปริยัตินิเทศก์ และบุคลากรที่เกี่ยวข้องระดับประเทศ ประจำปี 2568 ดังต่อไปนี้ ขออนุโมทนาสาธุการที่ท่านทั้งหลายมาร่วมประชุมสัมมนาพระปริยัตินิเทศก์ และบุคลากรที่เกี่ยวข้องระดับประเทศ ด้วยสามัคคีธรรม และอปริหานิยธรรม ซึ่งนับเป็นผู้ยังประโยชน์แก่คณะสงฆ์อย่างยิ่ง ท่านทั้งหลายในฐานะพระสังฆาธิการในฐานะพระปริยัตินิเทศก์ และในฐานะบรรพชิตในพระพุทธศาสนา ย่อมเห็นตระหนักอยู่แล้วว่า สถานการณ์คณะสงฆ์และกิจการพระพุทธศาสนาในปัจจุบันนี้กำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ ผู้คนจำนวนมากพากันเพ่งโทษ ติเตียน และตั้งคำถามต่อการมีอยู่ของพระสงฆ์ เกิดคำวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง และหลายต่อหลายครั้งก็เป็นไปอย่างรุนแรงเกินจริง เพราะคนคะนองมักมุ่งมองแต่พฤติกรรมของชนหมู่น้อยที่เป็นรอยด่างดำ จนตีตราบาปอย่างเหมารวม จึงว่าร้ายชนหมู่ใหญ่ที่มิได้กระทำความผิดไปด้วย เกิดภาวะบั่นทอนกำลังใจของบรรดาพระภิกษุสามเณร และบุคลากรในกิจการพระพุทธศาสนา ที่สู้อุตส่าห์ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ และปฏิบัติซื่อตรงตลอดมา

ในนามคณะสงฆ์จึงขอถวายกำลังใจให้ทุกท่านจงอดทน และพากเพียรบำเพ็ญกรณียกิจเพื่อจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม และการปริยัตินิเทศก์ต่อไป อย่าได้ย่อหย่อนหรือหยุดยั้ง เพื่อประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่น และประโยชน์ทั้งสองสถานจักได้สำเร็จ สมดั่งพระพุทธาณัติที่สมเด็จพระบรมศาสดาทรงมอบหมายให้พระสงฆ์ต้องทำหน้าที่เผยแผ่พระสัทธรรม เพื่อเกื้อกูลมหาชนชาวโลกให้ได้อย่างกว้างขวางที่สุด ตราบใดที่ท่านยังคงเพียรหมั่น และมีใจมั่นคงต่อหน้าที่ของพุทธบริษัทต่อไปโดยไม่หวั่นไหว รวนเร หรือท้อถอย ตราบนั้นท่านย่อมได้ชื่อว่าเป็นสมณะที่ดี เป็นอุบาสกอุบาสิกาตัวอย่าง เป็นผู้กระทำสักการบูชาพระรัตนตรัยด้วยการกระทำ นับเป็น “ปฏิบัติบูชา” ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสรรเสริญและขอให้แน่ใจเถิดว่า การบูชาพระรัตนตรัย ที่ท่านกระทำแล้วด้วยศรัทธาย่อมมีผลและจักเป็นอิฏฐผลอันพึงปรารถนาด้วยสมด้วยพระพุทธานุศาสนีที่ว่า “ทานที่ให้แล้ว มีผล ยัญที่บูชาแล้ว มีผล” เมื่อท่านเป็นสัมมาทิฐิ จนมั่นใจแน่วแน่แล้วว่าผลวิบากของกรรมดี หรือกรรมชั่ว ย่อมมีอยู่จริง จึงอดทนและเพียรพยายามปฏิบัติหน้าที่ของท่านทั้งหลายด้วยการคิดดี การพูดดี และการกระทำดีอย่างสม่ำเสมอ ท่านย่อมทำหน้าที่พระปริยัตินิเทศก์ได้อย่างอิ่มเอิบเบิกบาน สมฐานะ “บัณฑิต” ผู้เฉลียวฉลาด มีความสามารถสมควรแก่การงานตามบทบาทหน้าที่ของตน ทำประโยชน์ให้สำเร็จได้ในที่ทุกสถานและในกาลทุกเมื่อ

จากนั้น สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กล่าวว่า จากพระโอวาทดังกล่าว เป็นพระโอวาทที่ทรงห่วงใยคณะสงฆ์ เพราะเราเป็นด่านแรกที่ต้องรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนี้ หากไม่ปรับปรุงให้ดีขึ้น เชื่อว่าเราจะอยู่กันได้ยาก สิ่งที่กระทบคณะสงฆ์ทุกท่านรู้ดีอยู่แล้ว ที่ผ่านมาตนพยายามพูดกับคณะทำงานต่างๆ ว่า เรายึดอะไรเป็นหลัก ซึ่งก็คือพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า และหากเราทุกรูปรับผิดชอบตามหน้าที่ที่ได้รับตามตำแหน่งต่างๆ โดยเคร่งครัด เชื่อว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแบบในปัจจุบันจะเรียบร้อยดีงาม แต่จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงจำเป็นต้องปรับปรุง แก้ไข พัฒนา พระพุทธศาสนานั้นยังคงอยู่ แต่หากคณะสงฆ์ไม่ปรับปรุงแก้ไขจากเหตุที่เกิดขึ้น คณะสงฆ์จะเสื่อมลงอย่างแน่นอน

ด้านนายอินทพร จั่นเอี่ยม ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า พระปริยัตินิเทศก์ เป็นบุคลากรทางการศึกษาของคณะสงฆ์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมีหน้าที่หลัก คือการนิเทศการศึกษาพระปริยัติธรรม ส่งเสริมสนับสนุน และเสนอแนะแนวทางการพัฒนาการศึกษาพระปริยัติธรรมแก่สถานศึกษาพระปริยัติธรรม พระปริยัตินิเทศก์จึงมีความเกี่ยวข้องในฐานะผู้มีหน้าที่นิเทศ ติดตาม ประเมินผล การจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม ทั้งแผนกธรรม แผนกบาลี และแผนกสามัญศึกษา ดังนั้นหากพระปริยัตินิเทศก์ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยส่งเสริมสถานศึกษาพระปริยัติธรรมในการจัดการศึกษา และส่งเสริมพระภิกษุ สามเณร ให้มีความรู้ ความสามารถ และมีความเข้าใจในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ ดำรงตนเป็นศาสนทายาทสืบไป โดยในการประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมประชุมจำนวน 800 รูป/คน