ยังต้องรอลุ้นกันอยู่ รายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใต้การนำของ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 จะเสร็จเรียบร้อยเมื่อไหร่ โดยเฉพาะกระทรวงยุติธรรมที่ถูกจับตามองมากที่สุด เนื่องจากต้องรับผิดชอบ ดูแลคดีฮั้ว สว. ในส่วนของฟอกเงินและอั้งยี่ รวมทั้ง ปัญหาที่ดินเขากระโดง ซึ่งต้องรอดูจะรับเป็นคดีพิเศษหรือไม่ ก่อนหน้านั้นมีชื่อ “พล.ต.ท.ชาญชัย พงษ์พิชิตกุล” อดีตรอง ผบช.ภาค 3 แต่ล่าสุด มีชื่อ “พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์” อดีตรอง ผบช.ภาค 3 ขยับมาเป็นแคนดิเดต ซึ่งตามข่าวหากได้ข้อสรุปอย่างเป็นทางการ จะมีการนำมาเปิดเผยกับสื่ออย่างเป็นทางการ

ต้องยอมรับตำแหน่งนี้มีความสำคัญมาก เพราะถ้าหากเป็นบุคคลที่มีความใกล้ชิดกับ แกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) หรือผู้มากบารมี “นายเนวิน ชิดชอบ” จะถูกจับตามองเป็นพิเศษ และอาจเป็นหัวเชื้อที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นำไป ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะพรรคที่เคยเป็นแกนนำรัฐบาล คงต้องการให้ รัฐบาลภายใต้การนำของพรรค ภท. มีอันเป็นไปโดยเร็วที่สุด ซึ่งเมื่อถึงวันนั้นคงต้องรอดูท่าที พรรคประชาชน (ปชน.) จะตัดสินใจอย่างไร โดยเฉพาะถ้าข้อมูลของพรรค พท. มีความลึกมากกว่าที่เป็นข่าว จุดยืนและท่าทีของพรรคสีส้มจะเป็นอย่างไร เพราะถ้าสองพรรคใหญ่รวมกันยกมือไม่ไว้วางใจ ย่อมทำให้รัฐบาล ต้องมีอันเป็นไปทันที

ล่าสุดยังมีชื่อ “น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล” นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นบุตรสาวของนายสมศักดิ์ กิตติธรกุล นายก อบจ.กระบี่ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “โกหงวน” และเป็นญาติของนายกิตติ กิตติธรกุล สส.กระบี่ พรรค ภท. จะมาเป็น รมช.มหาดไทย ในโควตา จ.กระบี่ ซึ่งพรรค ภท. สามารถกวาด สส.ได้ยกจังหวัด 3 ที่นั่งในการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 คงต้องรอดูจะมีการผลักดันบุคคลจากภาคส่วนอื่นๆ มาเพิ่มเติมอีกหรือไม่ ซึ่งอาจส่งผลทำให้ การจัดตั้งรัฐบาลอาจต้องล่าช้าไปอีก

ด้าน “นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ” ว่าที่รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม เปิดเผยถึงการทำหน้าที่ในฐานะรมว.คมนาคม เกี่ยวกับเรื่องข้อกังขาต่างๆ ทั้งในส่วนของ กระทรวงคมนาคม และ กระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะเรื่องที่ดินเขากระโดงนั้น น่าจะเป็นเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการเป็นเรื่องแรกๆ ให้ความกระจ่างกับคนไทยทั้งประเทศว่า สรุปแล้วสองกระทรวงนี้ จะดำเนินการอย่างไร โดยเฉพาะในส่วนของ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และ กรมที่ดิน จะต้องมีแนวนโยบายดำเนินการออกมาที่ชัดเจน ซึ่งจะเริ่มจากการหารือ เพื่อดูว่าเรื่องนี้จะต้องมีการพูดคุยกันไปจนถึงชั้นศาลหรือไม่ แต่คิดว่าสิ่งที่ดีที่สุดต้องให้ทาง รฟท. ดำเนินการในขอบเขตที่หน่วยงานคิดว่าจะดำเนินการได้
ส่วนอาจจะมีข้อกังขาว่า คนของพรรค ภท. เข้ามานั่งดูแลในสองกระทรวงนี้ที่กำลังมีกรณีพิพาท นายพิพัฒน์ ระบุว่า ยิ่งพรรค ภท.มาดูแลสองกระทรวงนี้ ยิ่งเป็นสิ่งที่ เราต้องทำให้สังคมหายคาใจ ให้ได้ แม้ว่าสองกระทรวงนี้ พรรค ภท.จะได้รับ หน้าที่ทั้งสองกระทรวง แต่ก็ไม่เกี่ยวกัน เพราะเป็นเรื่องที่ดินของชาติ ต้องทำให้กระจ่างในที่ดินที่ประชาชน ได้โฉนดมากกว่า 900 ราย หาก รฟท. มองว่าสามารถฟ้องเป็นรายแปลงได้ ก็จะรีบดำเนินการทันที เป็นสิ่งที่ตั้งธงไว้อย่างแรกที่ต้องทำ
ต้องยอมรับ เรื่องที่ดินเขากระโดง และ ฮั้ว สว. ถือเป็นเรื่องร้อนของรัฐบาล ถ้าเปิดช่องโหว่ทำให้ฝ่ายตรงข้ามเห็นว่า มีพิรุธและมีความผิดปกติเกิดขึ้น พรรค พท.ที่ผิดหวังจากการไม่ได้เป็นรัฐบาลต่อ ไม่ปล่อยเรื่องนี้ผ่านไปแน่ๆ คงเดินหน้า ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ
ส่วนประเด็น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ (รธน.) ที่ 3 พรรคเห็นตรงกัน ทั้ง ประชาชน (ปชน.) เพื่อไทย (พท.) และ ภูมิใจไทย (ภท.) เห็นตรงกัน เพื่อนำไปสู่การร่าง รธน.ฉบับใหม่ ติดขัดอยู่ที่ว่า กระบวนการที่ได้มาด้วย สภาร่าง รธน. (ส.ส.ร.) จะใช้รูปแบบไหน หลังศาล รธน.วินิจฉัยว่า ไม่ให้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน

“นายชูศักดิ์ ศิรินิล” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ในฐานะ รองหัวหน้าพรรค พท. กล่าวว่า ได้นัดทีมงานฝ่ายกฎหมายของพรรคพท. ในวันจันทร์ที่ 15 ก.ย. เพื่อหารือเกี่ยวกับการจัดทำร่าง รธน. แก้ไขเพิ่มเติมหมวด 15/1 เพื่อเดินหน้าจัดทำ รธน.ฉบับใหม่ ซึ่งต้องหารือถึงคำถามทำประชามติ ที่จะต้องถาม 2 ครั้ง แต่ไม่ยืนยันว่า จะทำร่างแรกให้ทันต่อ การนำเสนอกรรมาธิการ (กมธ.) พัฒนาการเมือง ในสัปดาห์หน้าหรือไม่ ซึ่งไม่มั่นใจ เพราะจะต้องพิจารณาใน คำถามข้อสอง ให้รอบคอบ ขณะเดียวกันจะต้องมีการหารือกับทีมกฎหมาย เรื่องที่มาของสภาร่าง รธน. (ส.ส.ร.) นั้นจะสามารถมาได้อย่างไร จะเป็นการแต่งตั้งโดยรัฐสภาหรือไม่

ส่วน “นายสมคิด เชื้อคง” รองเลขาธิการนายกฯ ในฐานะสมาชิกพรรค พท. ให้สัมภาษณ์กรณีที่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน.ในฐานะ กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ ระบุว่า จะให้พรรคการเมือง ส่งร่างแก้ไข รธน. หมวด 15/1 ในสัปดาห์หน้าว่า พรรค พท. เคยมีร่างนี้อยู่แล้ว ไม่รู้ว่าจะเริ่มตรงนั้นทำไม หากพรรค ปชน.หรือพรรค ภท.พร้อม สามารถส่งก่อนได้เลย เพราะเป็นเป้าประสงค์หลักมาโดยตลอด ซึ่งเรื่องนี้ต้องใช้เวลา ดังนั้นถ้าจะทำภายใน 3-4 เดือน ก็ไม่แน่ใจว่า จะเร่งรัดได้อย่างไร โดยเฉพาะเวลาสั้น ๆ ที่จะยุบสภา
ต้องไปคิดให้ดี ว่ายื่นไปแล้วจะได้อะไรหรือไม่ เว้นแต่ว่ารัฐบาล จะอยู่ไปอีก 1 ปีครึ่ง อย่างนั้นก็อาจจะทัน เมื่อถามว่าแสดงว่า รัฐบาลชุดนี้จะไม่ได้มาทำงานระยะสั้น ๆ เหมือนที่ตกลงกับพรรค ปชน. เพราะมีเงื่อนไขกรอบเวลาของการแก้ไข รธน.อยู่ นายสมคิด กล่าวว่า เขาบอก 4 เดือนก็ยุบสภา ก็ต้องดูว่า หากเดินไปต่อ จะถูกด่าหรือไม่ ส่วนเรื่องเงื่อนไข รธน. ถ้าจะให้ดีก็ยุบสภา ให้เร็วหน่อย 1 เดือน ก็ได้ แล้วไปเริ่มกันใหม่ ทุกพรรคไปหาเสียงเรื่องแก้ รธน.ได้เลย แล้วจะสำเร็จด้วย

แต่ที่น่าสนใจความเห็นของ “นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ” สว. ที่ใช้ชื่อ สว.สีขาว แถลงว่า ได้ยื่นเรื่องต่อ นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เพื่อขอให้พิจารณาบรรจุวาระการปรึกษาหารือต่อที่ประชุมวุฒิสภา ในวันที่ 15 ก.ย. ต่อ กรณีการแก้ไข รธน. หลังจากที่ศาล รธน.มีคำวินิจฉัยต่อกระบวนการแก้ รธน. คือให้ทำประชามติ 3 ครั้ง ทั้งนี้เพื่อให้ สว.ได้แสดงท่าทีต่อประเด็นดังกล่าว และไม่ตกขบวนหลังจากที่ฝ่ายการเมืองแสดงท่าทีต่อการยื่นญัตติ ขอแก้ไขเพิ่มเติม รธน. เพราะการแก้ไขต้องใช้เสียง สว.เห็นชอบ ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 หรือ 67 เสียง หากไม่ได้เสียงเพียงพอ จะเป็นเดดล็อกของการแก้วิกฤติ รธน.ได้ด้วย ซึ่ง หวังว่า สว.จะร่วมขบวน ไปด้วยกัน เพราะขณะนี้พรรค ภท. ได้เป็นแกนนำรัฐบาล แล้ว เมื่อถามว่าการแก้ไข รธน. มาตรา 256 ซึ่งอาจเสนอตัดเงื่อนไขเสียง สว. 1 ใน 3 เห็นชอบ จะทำให้ สว.เห็นชอบด้วยหรือไม่ เพราะตัดอำนาจของ สว. นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า หากไม่อยากให้ประเทศ มีวิกฤติ รธน.ซ้ำอีก และไม่อยากให้มีอาถรรพณ์ ขอให้ทุกฝ่ายมองประเทศและปัญหาที่รอคอยการแก้ไข ต้องสละอำนาจ ของตนเองเพื่อไม่เกิดวิกฤติ รธน.ซ้ำอีก
งานนี้ต้อง วัดใจ สว.สีน้ำเงิน ที่มีมากกว่า 130 คน จะเห็นด้วยกับการแก้ไข รธน.หรือไม่ โดยเฉพาะการตัดอำนาจ สว. หรือจะนำไปสู่ การแก้ที่มาของ สว. ซึ่งจะทำให้ สว.ชุดปัจจุบันต้องพ้นสภาพ อีกทั้ง สว.ไม่ได้ร่วมลงนามในเอ็มโอเอ จะยอมรับเงื่อนไขหรือไม่
ทีมข่าวการเมือง



