รวมถึงก่อนหน้านี้ “อิ๊งค์” แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯ และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เพิ่งถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้พ้นจากตำแหน่งนายกฯ ปมคลิปเสียง “อังเคิล-หลาน” ที่กลายเป็นชนวนความขัดแย้งร้อนแรง
ในยามที่ “เพื่อไทย” กำลังสั่นคลอน คนในพรรคกลับออกมาเชิดชู “นายใหญ่” เช่น “ณัฐวุฒิ” ใสยเกื้อ สมาชิกพรรคเพื่อไทย ระบุว่า การตัดสินใจเผชิญหน้ากับชะตากรรมของ “ทักษิณ” วันนี้คือ หลักศิลาค้ำยันพรรคเพื่อไทย ท่ามกลางพายุใหญ่ทางการเมืองให้กลับมาตั้งหลักยืน เราไม่ใช่ไม่เคยเจ็บ ไม่ใช่ไม่เคยล้ม ไม่ใช่ไม่เคยถูกคนตีตราว่าพ่ายแพ้ แต่ทุกครั้งเราก็กลับมา เพราะหัวใจเราไม่เคยยอมแพ้
ด้าน “ทักษิณ” ก่อนเข้าเรือนจำ ได้โพสต์ข้อความสะเทือนใจว่า เลือกทางนี้เพื่อให้ลูกพรรค และผู้สนับสนุนก้าวเดินต่อไป พร้อมยืนยันว่า แม้เสียอิสรภาพ แต่ยังมีเสรีภาพทางความคิด และยังตั้งใจอุทิศตนเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน ความเคลื่อนไหวนี้สร้างแรงกระเพื่อมทางอารมณ์ให้กับผู้สนับสนุนไม่น้อย
แต่เมื่อมองในมุมการเมือง การเข้าคุกครั้งนี้ถูกตีความว่าเป็น “การยอมจำนนเพื่อดีลใหญ่” หากไม่ยอมกลับมารับโทษ “ทักษิณ” อาจไม่มีวันกลับประเทศไทยได้เลย ขณะเดียวกันยังเป็นการสกัดไม่ให้ “อิ๊งค์” ถูกซัดต่อในคดีต่างๆ รวมถึงปูทางให้น้องสาว “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” มีโอกาสกลับบ้านเกิดในอนาคตด้วย
อย่างไรก็ตาม การถูกจำคุกยังไม่ใช่จุดจบของปัญหา เพราะ “ทักษิณ” ยังเผชิญบ่วงคดีอีก 2 เรื่อง คือ มีคนยื่น ป.ป.ช.ให้เร่งดำเนินคดีกับข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับการพักรักษาตัวชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ รวมถึงคดีมาตรา 112 ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของอัยการว่าจะอุทธรณ์หรือไม่ ทั้งหมดนี้ยังเป็นระเบิดเวลาที่พร้อมปะทุขึ้นอีกระลอก

ด้านนักวิชาการการเมือง อย่าง “สุขุม นวลสกุล” อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ให้ความเห็นว่า การที่ “ทักษิณ” กลับมารับโทษ ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ทำให้ สส.ของ “พรรคเพื่อไทย” ยังยึดโยงอยู่กับพรรคต่อไป เพราะตราบใดที่ “นายใหญ่” ยังอยู่ นั่นหมายถึง “น้ำเลี้ยง” ยังไม่ขาด และ สส. ส่วนใหญ่ก็ยังเลือกฝากอนาคตไว้กับ “เพื่อไทย”
แต่คำถามใหญ่คือ “เพื่อไทย” จะ “ฟื้น” ได้จริงหรือไม่ แม้ยังมีฐานเสียงเก่าแก่ บ้านใหญ่ในต่างจังหวัด และผลงานในอดีตที่ประชาชนบางส่วนยังจดจำ แต่สถานการณ์ปัจจุบันกลับไม่เอื้อให้เดินเกมได้เต็มที่ เพราะ “หัวหน้าพรรค” ไม่สามารถเป็น “แคนดิเดตนายกฯ” ได้ แม้ “กกต.” จะรับรองว่ายังดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคได้ แต่ไม่สามารถดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ และพรรคยังขาดแคนดิเดตนายกฯอยู่ และคนที่ถูกจับตามองอย่าง “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ผู้ว่าฯ กทม. ก็ปฏิเสธชัดเจนว่า จะไม่นำทัพ “เพื่อไทย” ในสนามเลือกตั้ง
ปัจจัยสำคัญที่จะชี้อนาคต “เพื่อไทย” จึงอยู่ที่ศึกเลือกตั้งซ่อม จ.ศรีสะเกษ วันที่ 28 ก.ย. นี้ ซึ่งถูกมองว่าเป็น “สนามวัดใจเพื่อไทย” อย่างแท้จริง เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตชายแดนไทย-กัมพูชาที่ร้อนแรงจากปมคลิปเสียง หากสามารถรักษาที่มั่นได้ จะเป็นสัญญาณว่า “เพื่อไทย” ยังประคองตัว และมีโอกาสกลับมาฟื้นได้ในอนาคต แต่หากพ่ายศึกอาจสะท้อนว่าศรัทธาที่เคยแข็งแกร่งกำลังพังทลาย
ทั้งหมดนี้ทำให้สถานการณ์ของ “พรรคเพื่อไทย” ในห้วงเวลานี้เปรียบเสมือน “เกมเดิมพันครั้งใหญ่” ระหว่างการอยู่รอดกับการล่มสลาย หาก “ทักษิณ” สามารถรักษาฐาน สส.เอาไว้ และใช้การเข้าคุกสร้างภาพลักษณ์เสียสละเพื่อประชาชนได้จริง “เพื่อไทย” ยังมีโอกาสกลับมาสร้างแรงสั่นสะเทือนในสนามเลือกตั้งใหญ่ แต่ถ้าแรงส่งไม่พอการเมืองไทยอาจได้เห็นการ “ร่วงโรย” ของ “พรรคสีแดง” ที่เคยยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศ
สถานการณ์ร้อนครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การวัดใจของ “นายใหญ่ทักษิณ” เท่านั้น แต่ยังเป็นบททดสอบครั้งสำคัญว่า “พรรคเพื่อไทย” จะล้มหรือรอฟื้นบนเวทีการเมืองไทยที่กำลังเปลี่ยนแปลง.



