เมื่อวันที่ 15 กซนซ ที่รายการโหนกระแส ได้มีการพูดคุยถึงปัญหาใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นในสังคม นั่นคือเรื่อง “การอายัดบัญชี” ซึ่งมีผู้เสียหายจำนวนมากถูกอายัดบัญชีธนาคาร ทั้งที่ไม่ได้รู้เห็นหรือมีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับการทำธุรกรรมของ “บัญชีม้า” ทำให้หลายคนต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางข้ามจังหวัดเพื่อจัดการคดีความที่ตนเองไม่ได้ก่อขึ้น และบางรายยังไม่สามารถใช้งานบัญชีได้จนถึงตอนนี้
คุณแมงป่อง ผู้ขับรถแกร็บ (Grab) ได้เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตนเอง โดยเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2568 เมื่อเขารับผู้โดยสารหญิงคนหนึ่งจากคอนโดฯ ย่านพระราม 2 เพื่อไปส่งที่วัดไร่ขิง ผู้โดยสารบอกให้เขารอรับกลับพร้อมเสนอค่าเสียเวลาให้เพิ่มอีก 1,000 บาท เขาจึงตกลง เมื่อไปถึงจุดหมาย ผู้โดยสารได้วางคีย์การ์ดคอนโดไว้เป็นหลักประกัน และขอเลขบัญชีพร้อมเพย์ของคุณแมงป่องไป หลังจากนั้นไม่นานก็มีข้อความแจ้งเตือนจากธนาคารว่ามีเงินโอนเข้าบัญชี 780 บาท ซึ่งผู้โดยสารได้โทรเข้ามาเพื่อยืนยันว่าโอนเงินให้ก่อน 780 บาทตามที่คุยกัน
ต่อมาในวันที่ 28 มีนาคม 2568 คุณแมงป่องสังเกตเห็นยอดเงินในบัญชีธนาคารของตนว่า ยอดคงเหลือกับยอดที่ใช้งานได้จริงแตกต่างกันถึง 780 บาท ซึ่งเป็นยอดเดียวกับที่ผู้โดยสารโอนให้ เขาเริ่มเอะใจ แต่ก็ยังไม่ได้โทรไปสอบถามธนาคารในทันที

ในวันต่อมา เมื่อคุณแมงป่องจะโอนเงินเพื่อจ่ายค่าอาหารก็ไม่สามารถทำได้ และเมื่อลองโอนเงินจากบัญชีอื่นเข้าบัญชีนี้ก็ทำไม่ได้เช่นกัน เขาจึงรู้สึกร้อนใจและรีบโทรศัพท์ไปสอบถามธนาคาร ก่อนจะได้รับแจ้งว่าบัญชีถูกอายัดโดย สภ.เมืองภูเก็ต
คุณแมงป่องรู้สึกสับสนอย่างมากว่าไม่เคยไปทำธุระใดๆ ที่ภูเก็ต แล้วทำไมถึงถูกอายัดบัญชี ทางธนาคารจึงได้ให้หมายเลขการอายัดและเบอร์โทรศัพท์ของตำรวจเจ้าของคดี เมื่อเขาได้พูดคุยกับตำรวจก็ทราบว่า มีผู้เสียหายแจ้งความว่าถูกหลอกให้โอนเงินจำนวน 780 บาท เพื่อซื้อของ ซึ่งเงินนั้นได้ถูกโอนเข้ามาในบัญชีของเขา เมื่อคุณแมงป่องชี้แจงว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นค่าโดยสารที่ได้รับจากผู้โดยสาร และตัวเลขเงินตรงกับที่ตำรวจแจ้ง ทางตำรวจจึงแนะนำให้เขาโอนเงิน 780 บาทคืนให้ผู้เสียหายเพื่อจบคดี คุณแมงป่องจึงดำเนินการตามคำแนะนำทันที
หลังจากนั้น บัญชีของเขาก็ถูกปลดล็อกและกลับมาใช้งานได้ตามปกติ แต่เหตุการณ์ไม่จบเพียงเท่านั้น หนึ่งเดือนต่อมา ในวันที่ 7 พฤษภาคม บัญชีธนาคารทุกแห่งของเขากลับถูกระงับอีกครั้ง โดยอ้างอิงตามมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (พ.ร.ก. 2566)
แม้ตำรวจเจ้าของคดีเดิมจะยืนยันว่าได้ปลดอายัดบัญชีแล้ว แต่ระบบส่วนกลางก็ยังคงระงับการทำธุรกรรม ทำให้คุณแมงป่องต้องเร่งหาเอกสารและคัดสเตทเมนต์ รวมถึงต้องเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปพบตำรวจที่ภูเก็ตด้วยตนเอง เพื่อให้เรื่องจบโดยเร็วที่สุด
ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 กันยายน คุณแมงป่องเผยว่า ตอนนี้มีเพียงบัญชีเดียวที่กลับมาใช้งานได้ แต่ยังไม่สามารถใช้บริการโมบายแบงก์กิ้งได้ ขณะที่บัญชีธนาคารอื่น ๆ ยังต้องรอขั้นตอนการอนุมัติอีกหลายสัปดาห์
คุณแมงป่องยังเล่าเพิ่มเติมว่า ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อชีวิตของเขาอย่างหนัก จนถึงขั้นที่เขาไม่สามารถสมัครงานได้ เพราะบริษัทส่วนใหญ่ต้องใช้บัญชีธนาคารในการโอนเงินเดือน เมื่อทราบว่าบัญชีของเขาถูกอายัด บริษัทจึงไม่รับเข้าทำงาน เขายอมรับว่ารู้สึกกลุ้มใจมากและเคยท้อแท้จนเกือบคิดสั้นมาแล้ว
เขาฝากคำถามไปยังตำรวจและหน่วยงานรัฐว่า “ระบบการดำเนินการช้าไปหรือไม่ เพราะประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องเดือดร้อนและใช้ชีวิตลำบากทั้งที่ไม่ได้กระทำความผิด”
ด้าน คุณตั๊ก ผู้เสียหายอีกคน ซึ่งเป็นเจ้าของร้านเสริมสวย เล่าว่า เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ลูกค้าคนหนึ่งได้เข้ามาใช้บริการสักคิ้วและสแกนจ่ายค่าบริการ 1,200 บาท ต่อมาช่วงต้นเดือนเมษายน เธอพบว่าบัญชีของตนถูกอายัด จึงไปติดต่อธนาคารและได้พบกับลูกค้าคนดังกล่าว ซึ่งเป็นผู้แจ้งความเอง ลูกค้าให้เหตุผลว่าถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอก และต้องการอายัดบัญชีของมิจฉาชีพ แต่กลับแจ้งอายัดผิดบัญชีเป็นบัญชีของเธอ และได้แจ้งแก้ไขในวันเดียวกันนั้นแล้ว ตำรวจจึงออกเอกสารให้เธอไปยื่นกับธนาคารเพื่อปลดอายัดบัญชี แต่ธนาคารกลับแจ้งว่าไม่สามารถทำได้

ในส่วนของคุณตั๊ก เจ้าของร้านเสริมสวย กลายเป็นว่าเธอต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ธนาคารโยนเรื่องให้ตำรวจ โดยไม่มีกำหนดเวลาที่ชัดเจน ทำให้เธอทำได้เพียงรอ เพื่อที่จะนำเงิน 300,000 บาท ออกมาใช้หมุนเวียนในร้าน
ดร.เอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC) ได้โฟนอินเข้ามาให้ข้อมูลว่า มาตรการเหล่านี้ดำเนินการมานานกว่า 2 ปีแล้ว เพื่อติดตามเส้นทางการเงินและบัญชีต้องสงสัยเพื่อป้องกันความเสียหายจากมิจฉาชีพ แต่ก็ยอมรับว่าการติดตามเส้นทางการเงินที่ลงลึกไปนั้น อาจส่งผลกระทบต่อบัญชีของผู้บริสุทธิ์ได้บ้าง
ดร.เอกพงษ์ ยืนยันว่าหากเจ้าของบัญชีสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้ก็จะสามารถปลดอายัดบัญชีได้ทันที อย่างไรก็ตาม เขาขอให้ประชาชนร่วมมือกับมาตรการเหล่านี้ เนื่องจากเป็นไปเพื่อการป้องกันความเสียหายอย่างแท้จริง โดยตลอด 2 ปีที่ผ่านมา AOC สามารถอายัดเงินต้องสงสัยได้แล้วกว่า 4 หมื่นล้านบาท
เมื่อถามว่าเหตุใดบางคนจึงถูกอายัด “ทุกบัญชี” ไม่ใช่แค่บัญชีที่เกี่ยวข้องโดยตรง ดร.เอกพงษ์ ชี้แจงว่า การอายัดบัญชีจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีหมายจากตำรวจแล้วเท่านั้น เพราะในส่วนของ AOC มีหน้าที่เพียงประสานให้ธนาคารอายัดบัญชีต้องสงสัยได้แค่ 7 วัน หลังจากนั้นจะเป็นหน้าที่ของตำรวจที่ต้องใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ อาญา) ในการดำเนินการ
ท้ายรายการ ทนายพัฒน์ อนุสรณ์ อะสุระพงษ์ ได้สรุปประเด็นหลังฟังคำชี้แจงจาก ดร.เอกพงษ์ ว่า การพูดคุยในวันนี้ยังคงไม่มีคำตอบที่ชัดเจนให้กับประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเยียวยาผู้ที่พิสูจน์แล้วว่าบริสุทธิ์ การที่พวกเขาต้องเสียเงิน เสียเวลา และเสียโอกาสในชีวิต หน่วยงานรัฐ, ธนาคาร หรือใครจะรับผิดชอบเรื่องนี้?
ทนายพัฒน์ยังตั้งข้อสังเกตที่น่ากังวลว่า ในขณะที่ผู้เสียหายกำลังทะเลาะกับหน่วยงานรัฐอยู่นั้น มิจฉาชีพตัวจริงอาจกำลังนั่งหัวเราะ และในอนาคตอาจมีมิจฉาชีพหน้าใหม่ที่เสนอโปรโมชัน “รับจ้างปลดอายัดบัญชี” เพื่อหลอกซ้ำเติมผู้ที่เดือดร้อนอยู่แล้วก็เป็นได้



