จากกรณีประเทศเกาหลีใต้ ขึ้นบัญชีดำแรงงานไทย 4 จังหวัด ประกอบด้วย ขอนแก่น อุดรธานี ชัยภูมิ และมหาสารคาม ห้ามเข้ามาทำงานเกษตร และประมง เป็นเวลา 1 ปี เหตุหลบหนีนายจ้าง และเสี่ยงถูกตัดโควตาแรงงานไทยทั้งประเทศนั้น
ล่าสุดเมื่อวันที่ 12 พ.ค. ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่บ้านของ 1 ใน 6 แรงงานที่หลบหนี จ.มหาสารคาม พูดคุยกับแม่ของแรงงาน ที่ปัจจุบันยังพำนักอยู่ที่เกาหลีใต้อย่างผิดกฎหมาย หลังหลบหนีออกจากนายจ้างในโครงการแรงงานฤดูกาลแบบวีซ่า E-8
โดยแม่แรงงาน เปิดใจว่า ปกติลูกสาวก็ไม่ค่อยได้ติดต่อมา ที่ผ่านมามีเจ้าหน้าที่จัดหางานมาติดต่อแจ้งให้ทราบว่า ลูกสาวหลบหนีและให้กลับประเทศไทย แต่ลูกเลือกที่จะไม่กลับ เพราะลูกบอกว่าเลือกมาทางนี้แล้ว

“ส่วนที่ต้องหลบหนี เนื่องจากว่านายจ้างเป็นคนโสด เวลาไปทำงานก็มักจะเรียกลูกสาวให้ไปโน่นไปนี่ด้วยเสมอ เคยมีกรณีนอนอยู่ในห้องอยู่ดีๆ นายจ้างก็เปิดประตูเข้ามา เกรงว่าจะไม่ปลอดภัย ก็เลยเลือกที่จะหนี ประกอบกับลูกเขยก็ทำงานอยู่ที่เกาหลีอยู่แล้ว แต่ไม่แน่ใจว่าลูกสาวกับลูกเขยจะอยู่ด้วยกันหรือไม่”
ซึ่งทางครอบครัวฐานะก็ไม่ค่อยดี สามีป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง ส่วนตนเองป่วยด้วยโรคเส้นเลือดในสมองตีบมานานกว่า 5 ปี ทำให้ไม่สามารถทำงานหนักได้ อีกทั้งยังมีภาระหนี้สินกับธนาคาร ธ.ก.ส. กว่า 470,000 บาท ซึ่งเป็นหนี้สะสมมานานกว่า 10 ปี และยังมีหนี้นอกระบบอีกประมาณ 250,000 บาท ปัจจุบันยังคงจ่ายได้เพียงดอกเบี้ย
เกาหลีใต้ ขึ้นบัญชีดำแรงงานไทย 4 จังหวัดห้ามทำงานเกษตร-ประมงเกาหลี 1 ปี เหตุหลบหนีนายจ้าง
แม่มีลูก 3 คน ส่งลูกจนเรียนจบปริญญาตรีทุกคน ลูกสาวที่ไปทำงานเกาหลีใต้ เคยทำธุรกิจกระถางปูนใส่ต้นไม้ แต่ประสบปัญหาขาดทุนจนไปต่อไม่ไหว ความฝันของลูกคือ อยากสร้างฐานะ กลับมาสร้างบ้าน และดูแลพ่อแม่ให้มีชีวิตที่ดีขึ้น แต่ด้วยภาระหนี้สินที่กดดัน ทำให้ตัดสินใจเดินทางไปทำงานเกาหลีใต้
ที่คุยกันกับลูกครั้งล่าสุด คือหลังจากที่เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่มาหาที่บ้าน ลูกบอกว่าไม่ต้องเป็นห่วงหนู หนูเลือกทางนี้แล้ว จะดิ้นรนหาเงินมาช่วยพ่อกับแม่ เพราะสงสารพ่อกับแม่ ตอนนี้มันหมดหนทางแล้ว

ขณะที่ น.ส.จิราภรณ์ แซ่จัน จัดหางานจังหวัดมหาสารคาม กล่าวว่า สำนักงานจัดหางานจังหวัดมหาสารคาม ชี้แจงกรณีแรงงานมหาสารคามถูกระงับส่งไปทำงานเกาหลีใต้แบบฤดูกาล (E-8) เหตุแรงงานหลบหนีนายจ้าง 6 ราย ส่งผลเสียต่อโอกาสแรงงานไทย จากที่มีกระแสข่าวว่า จังหวัดมหาสารคามถูก “แบน” จากการส่งแรงงานไปทำงานยังเกาหลีใต้ นั้น สำนักงานจัดหางานจังหวัดมหาสารคาม ชี้แจงข้อเท็จจริงว่า การระงับดังกล่าวเป็นการระงับเฉพาะการจัดส่งแรงงานภายใต้ วีซ่า E-8 ซึ่งเป็นการเดินทางไปทำงานภาคเกษตรตามฤดูกาล มีระยะเวลาการจ้างงานประมาณ 8 เดือนเท่านั้น ไม่ได้หมายถึงการระงับแรงงานไทยทุกประเภท
ที่ผ่านมา จังหวัดมหาสารคามได้รับโอกาสจากกรมการจัดหางาน ให้ดำเนินการรับสมัครแรงงาน เพื่อเดินทางไปทำงานภาคเกษตรตามฤดูกาลในประเทศเกาหลีใต้ โดยมีแรงงานจากจังหวัดมหาสารคาม เดินทางไปแล้วประมาณ 18-19 คน แต่ภายหลังได้รับหนังสือแจ้งจากกรมการจัดหางานว่า มีแรงงานจากจังหวัดมหาสารคาม หลบหนีนายจ้างจำนวน 6 ราย ทำให้หน่วยงานต้องเร่งติดตาม แจ้งญาติ และประสานให้แรงงานทั้ง 6 ราย เดินทางกลับประเทศไทยภายในกำหนดวันที่ 30 ก.ค. 2568 หากไม่เดินทางกลับ จะถือเป็นผู้พำนักผิดกฎหมายในประเทศเกาหลีใต้ทันที
ผลจากกรณีดังกล่าว ส่งผลให้จังหวัดมหาสารคาม รวมถึงอีก 3 จังหวัด ได้แก่ อุดรธานี ชัยภูมิ และขอนแก่น ถูกระงับสิทธิการจัดส่งแรงงานในโครงการวีซ่า E-8 ประจำปี 2569 ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากที่ตั้งใจสมัครไปทำงานอย่างถูกต้อง ต้องสูญเสียโอกาส แม้หลายคนผ่านกระบวนการคัดเลือกมาแล้วก็ตาม
ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ย้ำว่า การเดินทางไปทำงานต่างประเทศอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะช่วยคุ้มครองสิทธิแรงงาน ทั้งด้านค่าจ้าง สวัสดิการ และการรักษาพยาบาลแล้ว ยังช่วยให้หน่วยงานภาครัฐสามารถติดตามและให้ความช่วยเหลือได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น ภัยธรรมชาติ ความไม่สงบ หรืออุบัติเหตุร้ายแรง
ในทางกลับกัน หากแรงงานเลือกเดินทางหรือพำนักแบบผิดกฎหมาย จะเสี่ยงต่อการถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกโกงค่าแรง ขาดหลักประกันด้านสุขภาพ ถูกจับกุมและส่งกลับประเทศ รวมถึงอาจไม่ได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐอย่างทันท่วงที เนื่องจากไม่มีข้อมูลในระบบ
สำนักงานจัดหางานจังหวัดมหาสารคาม จึงขอฝากถึงแรงงานไทยทุกคนว่า การได้ไปทำงานต่างประเทศ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างรายได้ให้ครอบครัว และพัฒนาความเป็นอยู่ จึงควรปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศปลายทาง เคารพสัญญาจ้าง และไม่หลบหนีนายจ้าง เพื่อรักษาชื่อเสียงของตนเอง จังหวัด และประเทศ รวมถึงเปิดโอกาสให้แรงงานรุ่นต่อไป ได้มีโอกาสไปทำงานต่างประเทศอย่างยั่งยืน.



