‘การแข่งขันฟุตบอลโลก 2026’ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในทวีปอเมริกาเหนือ อาจไม่ได้เป็นเพียงมหกรรมกีฬาที่ผู้คนทั่วโลกต่างตั้งตารอ แต่ยังแฝงไว้ด้วยสัญญาณเตือนจากวิกฤตภูมิอากาศ

The Guardian สหราชอาณาจักร ได้เปิดเผยรายงานที่มีชื่อว่า ‘Pitches in Peril’ ซึ่งเป็นผลงานวิจัยร่วมกันระหว่างองค์กร Football for Future และ Common Goal โดยข้อมูลระบุว่า จากสนามแข่งขันทั้งหมด 16 แห่งนั้น มีถึง 10 แห่งที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงต่อคลื่นความร้อนและสภาพอากาศสุดขั้ว หากไม่มีการเตรียมพร้อมเพื่อรับมือ ฟุตบอลโลกครั้งนี้อาจกลายเป็นครั้งสุดท้ายที่สามารถจัดขึ้นได้โดยไม่ต้องเลื่อนการแข่งขันไปช่วงฤดูหนาว

การประเมินความเสี่ยงครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ใช้กรอบมาตรฐานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) เพื่อวิเคราะห์สนามแข่งขันทุกแห่งสำหรับฟุตบอลโลก 2026 ผลการวิเคราะห์ที่ปรากฏ ชี้ให้เห็นว่าภายในปี 2050 สนามแข่งขันเกือบ 90% ในทวีปอเมริกาเหนืออาจต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนจัดจนไม่สามารถจัดการแข่งขันได้ตามปกติ

นอกจากนี้ หนึ่งในสามของสนามแข่งขันอาจประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ เนื่องจากความต้องการใช้น้ำมีมากกว่าปริมาณน้ำที่มีอยู่จริง สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าวงการฟุตบอลเองก็ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเช่นกัน และแน่นอน ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นไม่ได้กระทบเพียงแค่การแข่งขันที่กำลังจะมาถึง แต่ยังส่งต่อไปถึงทัวร์นาเมนต์ถัดไป ทั้งฟุตบอลโลก 2030 ที่จะมีโมร็อกโก สเปน และโปรตุเกส เป็นเจ้าภาพร่วม ไปจนถึงฟุตบอลโลก 2034 ที่ซาอุดีอาระเบียได้รับสิทธิ์เป็นเจ้าภาพ

หากฟุตบอลโลกในระดับมหกรรมกีฬาต้องเผชิญกับภัยคุกคามแล้ว ฟุตบอลในระดับรากหญ้าซึ่งเป็นจุดกำเนิดของนักเตะระดับตำนานก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น สนามฝึกซ้อมในอียิปต์บ้านเกิดของ โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ อาจต้องถูกปิดใช้งานนานกว่าหนึ่งเดือนต่อปี เนื่องจากอุณหภูมิที่สูงเกินไป ขณะที่สนามในไนจีเรียซึ่ง วิลเลียม ทรูสต์-เอกอง เคยใช้ฝึกซ้อมในช่วงที่ยังเป็นนักเตะเยาวชน อาจต้องเผชิญกับคลื่นความร้อนที่ยาวนานถึง 338 วันต่อปีภายในปี 2050 ภาพเหล่านี้ยิ่งสะท้อนว่าปัญหาดังกล่าวไม่ได้กระทบแค่การแข่งขันระดับนานาชาติ แต่กำลังลุกลามไปยังรากฐานของกีฬาฟุตบอลทั่วโลก

ฮวน มาต้า อดีตนักเตะทีมชาติสเปน ชุดแชมป์โลกปี 2010 ได้ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นข้างต้น โดยกล่าวย้อนไปถึงเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ในเมืองบาเลนเซียเมื่อปีที่ผ่านมา และย้ำว่า แม้ฟุตบอลจะเคยเป็นสัญลักษณ์ของการรวมผู้คนเข้าด้วยกัน แต่ในวันนี้มันกลับเป็นเครื่องเตือนใจว่าเรากำลังสูญเสียบางสิ่งที่สำคัญจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

อันที่จริง สัญญาณอันตรายจากภาวะโลกร้อนก็เคยปรากฏให้เห็นมาแล้วในการแข่งขันฟุตบอลสโมสรโลก ซึ่งจัดขึ้นในสหรัฐอเมริกาเมื่อต้นปีที่ผ่านมา โดยนักเตะหลายรายให้ข้อมูลตรงกันว่าสภาพอากาศร้อนจัดและพายุฝนฟ้าคะนองทำให้พวกเขา ‘แทบไม่สามารถลงเล่นได้’

สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการเพิ่มช่วงพักดื่มน้ำ จัดเตรียมม้านั่งที่มีร่มเงา พัดลม และอุปกรณ์ช่วยคลายร้อน ขณะเดียวกัน ข้อมูลทางวิชาการยืนยันว่า สนามแข่งขัน 14 จาก 16 แห่งในสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก มีความเสี่ยงอย่างน้อยสามประการ ได้แก่ ความร้อน ฝนตกหนัก และน้ำท่วม โดย 13 สนามมีอุณหภูมิสูงเกินมาตรฐานความปลอดภัยของฟีฟ่า

ในทุกฤดูร้อน หลายเมืองอย่างแอตแลนตา ดัลลัส ฮิวสตัน แคนซัสซิตี้ ไมอามี และมอนเตร์เรย์ ต้องเผชิญกับอุณหภูมิที่สูงเกินค่ากำหนดต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือน และที่เมืองฮิวสตัน อุณหภูมิที่สูงขึ้นได้ทะลุขีดจำกัดที่นักวิทยาศาสตร์กำหนดไว้ว่าเป็นขีดจำกัดการปรับตัวของมนุษย์นานถึง 51 วันต่อปี

แม้ว่าบางสนาม เช่น ดัลลัสและฮิวสตัน จะมีการสร้างหลังคาเพื่อบรรเทาความร้อน แต่ความเสี่ยงจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศก็ยังคงส่งผลกระทบต่อเกมฟุตบอลในทุกมิติ เพียร์ส ฟอร์สเตอร์ ผู้อำนวยการศูนย์ Priestley Centre for Climate Futures จากมหาวิทยาลัยลีดส์ เตือนว่า หากไม่มีมาตรการที่ชัดเจน ความเสี่ยงจะทวีความรุนแรงมากขึ้น และการเลื่อนการแข่งขันไปจัดในช่วงฤดูหนาว หรือในพื้นที่ที่มีอากาศเย็นกว่า อาจกลายเป็นทางเลือกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในอนาคต

รายงาน Pitches in Peril ซึ่งมีความยาวถึง 96 หน้า ไม่เพียงแต่ชี้ให้เห็นถึงปัญหา แต่ยังเสนอแนวทางแก้ไข โดยเรียกร้องให้อุตสาหกรรมฟุตบอลทั่วโลกตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2040 พร้อมจัดทำแผนการลดคาร์บอนที่น่าเชื่อถือ และจัดตั้งกองทุนเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ขณะที่ผลสำรวจแฟนบอลกว่า 3,600 คนในสามประเทศเจ้าภาพยืนยันเป็นเสียงเดียวกันถึง 91% ว่าต้องการให้ฟุตบอลโลก 2026 เป็นต้นแบบของการจัดการแข่งขันที่คำนึงถึงความยั่งยืนเป็นสำคัญ

ท้ายที่สุดแล้ว ฟุตบอลโลกครั้งนี้อาจไม่ได้ถูกจดจำเพียงแค่ผลการแข่งขันในสนาม แต่ยังถูกมองว่าเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ของทั้งวงการฟุตบอลและสังคมโลก ว่าเราจะสามารถเดินหน้าไปสู่ทิศทางการปรับตัวและความยั่งยืนได้จริงเพียงใด ท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่กำลังเร่งเร้าให้ต้องหาคำตอบโดยเร็วที่สุด