เมื่อวันที่ 16 ก.ย. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายประมวล พงศ์ถาวราเดช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ว่า การประชุม สส.พรรคในวันนี้เป็นเพียงวาระปกติ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการประชุมของสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 17 และ 18 ก.ย.นี้ ไม่ได้มีวาระพิเศษอื่นใด ยืนยันว่าการประชุมในวันนี้ไม่ใช่การซาวเสียง สส.เกี่ยวกับการเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ โดยการดำเนินการซาวเสียงหรือขั้นตอนการเชิญองค์ประกอบของที่ประชุมจริงจะเกิดขึ้นในการประชุมกรรมการบริหารพรรคชุดรักษาการ ในวันที่ 18 ก.ย.นี้ โดยตนได้วางวันที่ประชุมใหญ่วิสามัญเพื่อเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ ช่วงวันที่ 18-19 ต.ค.นี้ ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ หลักสี่ ทั้งนี้ต้องฟังที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคชุดรักษาการอีกครั้งว่าจะเห็นชอบด้วยหรือไม่
นายประมวล กล่าวอีกว่า “เรื่องของแนวทางการพิจารณาบุคคลที่จะมาเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ ในขณะนี้ยังไม่มีการหารือกันอย่างเป็นทางการถึงรายชื่อผู้ที่ควรจะถูกเสนอ โดยพรรคกำลังพิจารณาจากกระแสสังคมว่ามีความต้องการและทิศทางแบบใด เพื่อให้พรรคสามารถเดินหน้าและฟื้นฟูพรรคได้อย่างแท้จริง โดยมีการพูดคุยกันในหมู่ สส.ของพรรคว่าสังคมกำลังมองไปในทิศทางใด เพื่อให้การคัดเลือกผู้นำคนใหม่สามารถนำพาพรรคกลับมามี สส.เพิ่มขึ้นได้” นายประมวล กล่าว
เมื่อถามว่ากรณีที่ประชาชนกำลังจับตาการเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่อย่างใกล้ชิด นายประมวล กล่าวว่า ตนในฐานะรักษาการหัวหน้าพรรค ไม่ได้รู้สึกกดดันจากการจับตาของประชาชนแต่อย่างใด ขอย้ำว่าจะดำเนินการตามกฎ กติกา และข้อบังคับของพรรค รวมถึงพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เพื่อให้พรรคสามารถเดินหน้าและบรรลุวัตถุประสงค์ที่ได้รับมอบหมาย ให้มีผู้บริหารพรรคคนใหม่ที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า การจับตาและการแสดงความคิดเห็นจากประชาชน ถือเป็นปัจจัยสำคัญ ที่สมาชิกและ สส.ของพรรคจะต้องนำมาพิจารณาว่าจะตอบสนองและดำเนินการแก้ไขปัญหาเพื่อให้พรรคเดินหน้าต่อไปได้อย่างไร
นายประมวล กล่าวอีกว่า การเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจสมัครเป็นหัวหน้าพรรค คงทราบคุณสมบัติเป็นอย่างดีอยู่แล้ว โดยทั่วไป อดีตสส. อดีตสมาชิก และอดีตหัวหน้าพรรค อดีตนายกฯ ที่เคยลาออกไปแล้ว ก็ยังมีคุณสมบัติครบถ้วนและสามารถกลับมาสมัครได้ ส่วนผู้ที่ไม่เคยเป็น สส.อาจต้องมีคุณสมบัติเพิ่มเติม อาทิ เป็นสมาชิกพรรคมาแล้ว 2 ปี หรือเข้าข่ายยกเว้นตามข้อบังคับของพรรค ซึ่งรายละเอียดในส่วนนี้ไม่ใช่สาระสำคัญ เนื่องจากผู้สมัครจะทราบคุณสมบัติของตนเองดีอยู่แล้ว



