เมื่อวันที่ 18 ก.ย.เพจDrama-addict แชร์เรื่องราวสุดเดือดร้อนของแม่ค้ารายหนึ่ง ที่ต้องเผชิญกับบัญชีธนาคารถูกอายัดนานกว่า 8 เดือน หลังพบว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของ “บัญชีม้าดำ” แม้เจ้าของเรื่องตัวจริงจะเดินทางมาถอนแจ้งความและไกล่เกลี่ยกันจบสิ้นแล้ว แต่กระบวนการทางราชการที่ล่าช้าทำให้ชีวิตและธุรกิจต้องหยุดชะงัก
จากกรณีที่มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งได้ร้องเรียนไปยังเพจดังอย่าง DramaAddict โดยระบุว่าบัญชีธนาคารของตนเองถูกอายัดมานานถึง 8 เดือนแล้ว จนได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก
เจ้าของเรื่องเล่าว่า เมื่อวันที่ 9 มี.ค. ได้พบว่าบัญชีธนาคาร TTB ของตนเองถูกอายัด โดยเจ้าหน้าที่แจ้งว่ามีผู้ไปแจ้งความที่ สน.บางเขน ทำให้ต้องตามเรื่องเองทั้งหมด เนื่องจากทางธนาคารไม่มีรายละเอียดให้ ซึ่งการประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะเจ้าของเรื่องอยู่ที่จังหวัดน่าน
ต่อมาเธอได้พบว่า บัญชีธนาคารทั้งหมดของเธอถูกอายัด รวมถึงบัญชีที่ใช้หมุนเวียนในธุรกิจร้านอาหารและแอปฯ เป๋าตังค์ด้วย ทำให้การทำธุรกิจและใช้ชีวิตประจำวันมีปัญหาอย่างหนัก
หลังจากสืบหาข้อมูลด้วยตนเองจึงทราบว่า ลูกค้าที่เคยโอนเงินซื้อนกจากฟาร์มสามีของเธอในเดือนกุมภาพันธ์ ได้ถูกมิจฉาชีพหลอกให้โอนเงินหลายครั้ง ทำให้เกิดความเข้าใจผิดและมีการแจ้งความซ้อนโดยมีชื่อบัญชีของเธอรวมอยู่ด้วย
ผู้ที่แจ้งความผิดได้เดินทางไป สน.บางเขน เพื่อถอนแจ้งความและยื่นเรื่องถอนอายัดบัญชีให้ด้วยตนเองที่ธนาคาร TTB แต่เรื่องราวกลับไม่จบลงง่ายๆ เจ้าของเรื่องต้องเผชิญกับความล่าช้าของขั้นตอนการปลดอายัด โดยพบว่าบัญชีของเธอถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “บัญชีม้าดำ” (HR03_CCIB) ซึ่งเป็นบัญชีม้าขั้นสูงสุด
จากนั้นเจ้าของเรื่องต้องใช้เวลากว่า 8 เดือน ในการติดตามเรื่องด้วยตัวเองมาโดยตลอด ทั้งการประสานงานกับ สอท. (กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี) และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง แต่เรื่องยังคงค้างอยู่ที่ขั้นตอนการพิจารณาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.)
เจ้าของเรื่องเผยว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยสำหรับเธอ เพราะส่งผลกระทบต่อธุรกิจร้านอาหาร ต้องนำเงินส่วนตัวมาใช้หมุนเวียน และขาดรายได้จากการขายสลากกินแบ่งรัฐบาลในแอปฯ เป๋าตังค์ไปกว่า 16 งวด รวมทั้งไม่สามารถซื้อขายทองคำได้ จึงต้องขายทองรูปพรรณที่มีอยู่มาใช้จ่าย และยังต้องยืมเงินจากญาติพี่น้องมาเพื่อประคองธุรกิจเหมือนเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด
ท้ายที่สุด เจ้าของเรื่องได้โทรศัพท์ไปร้องเรียนที่สายด่วน 1111 ของสำนักนายกฯ เพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ยังไม่ได้รับความคืบหน้า และล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ดูแลคดีก็ลาศึกษาต่อต่างประเทศ ทำให้ไม่สามารถติดตามเรื่องได้ต่อ จึงตัดสินใจร้องเรียนผ่านเพจดังเพื่อให้เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์และเป็นกระบอกเสียงให้ผู้ที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน
ซึ่งหลังจากที่ได้มีการโพสต์ข้อความดังกล่าวออกไป ได้มีชาวโลกออนไลน์เข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก
สียงสะท้อนจากชาวโลกออนไลน์
หลังจากที่โพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ได้มีชาวเน็ตจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็นและให้กำลังใจเจ้าของเรื่อง โดยส่วนใหญ่ตั้งคำถามและวิจารณ์การทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
- วิจารณ์ความล่าช้าของระบบ: ความคิดเห็นส่วนใหญ่ชี้ให้เห็นถึงความหละหลวมของกระบวนการที่ “อายัดง่าย แต่ปลดยาก” ซึ่งสร้างความเดือดร้อนอย่างหนักให้กับประชาชนที่บริสุทธิ์
- ตั้งคำถามถึงบทลงโทษ: หลายคนเสนอให้มีการลงโทษคนที่แจ้งความเท็จหรือแจ้งอายัดโดยไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกรณีเช่นนี้ขึ้นอีก
- แนะนำช่องทางช่วยเหลือ: มีผู้แนะนำให้เจ้าของเรื่องนำเรื่องราวไปออกรายการโทรทัศน์ชื่อดัง เช่น โหนกระแส เพื่อให้เรื่องราวเป็นที่รับรู้ในวงกว้างและอาจช่วยให้การแก้ไขเป็นไปอย่างรวดเร็วขึ้น
- สะท้อนความห่วยของระบบ: บางส่วนแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า เรื่องราวนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาและความบกพร่องของระบบราชการและธนาคารที่ขาดความรัดกุมและล่าช้าในการทำงาน



