นายอภิชัย เจริญสุข ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มีสมาชิกอุตสาหกรรมปิโตรเคมีรวม 28 บริษัทว่า ได้ร่วมกับสมาคมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม เพื่อจัดการพลาสติกและขยะอย่างยั่งยืนตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือพีพีพี พลาสติก ส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนพลาสติก ตามโรดแมปของประเทศว่า ด้วยการจัดการขยะพลาสติก นอกจากช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกแล้ว รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถของประเทศสร้างอุตสาหกรรมต้นน้ำให้กับอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ ที่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศแบบคาร์บอนต่ำ ลดภาวะโลกร้อน และรักษาความหลากหลายทางชีวภาพไปด้วย เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจไทยและการแข่งขันในเวทีการค้าโลก
“กลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี นับเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำ ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศมาอย่างต่อเนื่อง อุตสาหกรรมนี้สร้างมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบธรรมชาติได้มากถึง 10–25 เท่า มูลค่าของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยตลอดทั้งห่วงโซ่ จนถึงการแปรรูปผลิตภัณฑ์พลาสติก สร้างมูลค่ารวมกว่า 2.4 ล้านล้านบาท คิดเป็นประมาณ 13% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทย ข้อมูลปี 66 สร้างมูลค่าการส่งออกเกือบ 5 แสนล้านบาท หรือประมาณ 5% ของการส่งออกทั้งหมด สร้างงานกว่า 4 แสนตำแหน่ง และสนับสนุนเอสเอ็มอีมากกว่า 3,000 ราย ซึ่งไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกของยูเอ็นที่ได้ประกาศเจตนารมณ์ ในวันสิ่งแวดล้อมโลกปี 68 ใช้พลาสติกอย่างเข้าใจ เปลี่ยนประเทศไทยให้ยั่งยืน”
สำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในทุกมิติ ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมรีไซเคิลพลาสติกครอบคลุมทุกลำดับขั้นการจัดการขยะ เพื่อพัฒนาเป็นวัตถุดิบต้นทางคุณภาพสูงเหมาะในการผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ โดยมีระบบดึงขยะพลาสติกเข้าสู่การจัดการขยะที่ถูกต้อง ที่ปัจจุบันได้เกิดความร่วมมือของภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดการผลิตและใช้พลาสติกอย่างเข้าใจทั้งระบบ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งในมิติเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม
“ที่ผ่านมา กลุ่มอุตสาหกรรมมีความร่วมมือที่เข้มแข็งในเครือข่ายพีพีพี พลาสติก มาตั้งแต่ปี 61 เน้นร่วมกันจัดการขยะพลาสติกด้วยหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้พีพีพี พลาสติก ได้จัดงานสัมมนาติดตามความคืบหน้าของโรดแมป พบว่า มีความก้าวหน้าด้านการจัดการขยะพลาสติก โดยไทยถูกจัดให้เป็นประเทศที่มีปัญหาขยะพลาสติกในทะเลลดลงในเชิงปริมาณเปรียบเทียบ จากอันดับที่ 6 เมื่อปี 53 เป็นอันดับที่ 10 ของโลกในปี 64 และกำลังดีขึ้นเป็นลำดับ”



