สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงการากัส ประเทศเวเนซุเอลา เมื่อวันที่ 20 ก.ย. ว่า พล.อ.ปาดริโน โลเปซ รมว.กลาโหมเวเนซุเอลา เรียกร้องสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เข้ามาสอบสวนอย่างเป็นทางการ เกี่ยวกับการคุกคามทางทหารของสหรัฐในแถบทะเลแคริบเบียน จากการที่อีกฝ่ายเคลื่อนเรือรบเข้ามาใกล้ แม้ยังอยู่ในเขตน่านน้ำสากล และการเพิ่มประจำการเครื่องบินขับไล่เอฟ-35 ที่เปอร์โตริโก
พล.อ.โลเปซ กล่าวว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของสหรัฐ เสมือนเป็น “การทำสงครามโดยไม่ได้ประกาศ” ขณะที่นายทาเร็ก วิลเลียม ซาบ อัยการสูงสุดของเวเนซุเอลา กล่าวเสริมว่า การใช้ขีปนาวุธและอาวุธนิวเคลียร์เพื่อสังหารชาวประมงบนเรือเล็กซึ่งปราศจากทางสู้ ถือเป็นอาชญากรรมร้ายแรงต่อมนุษยชาติที่ยูเอ็นต้องสอบสวน
U.S. President Donald J. Trump has announced and released footage of yet another strike carried out recently against a drug trafficking vessel being operated by a designated terrorist organization within international waters in the Southern Caribbean Sea, killing three… pic.twitter.com/cTI0RzaBg1
— OSINTdefender (@sentdefender) September 19, 2025
หลังจากนั้นไม่นาน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ประกาศความสำเร็จของปฏิการโจมตีทางทหารครั้งใหม่ต่อ “เรือของผู้ค้ายาเสพติดชาวเวเนซุเอลา” ในทะเลแคริบเบียน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอีก 3 ราย และเพิ่มจำนวนผู้เสียชีวิตจากปฏิบัติการแบบเดียวกัน ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อต้นเดือนนี้ เป็นอย่างน้อย 17 รายแล้ว
ทั้งนี้ ทรัมป์ไม่ได้กล่าวว่า การโจมตีนั้นเกิดขึ้นเมื่อใด แต่ในเวลาเดียวกัน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยิ่งเพิ่มข้อถกเถียงเกี่ยวกับ “ความชอบธรรม” และความถูกต้องตามกฎหมายระหว่างประเทศ เนื่องจากจนถึงตอนนี้ สหรัฐยังไม่เคยแสดง “หลักฐานเชิงประจักษ์” ว่าผู้เสียชีวิตและยานพาหนะทั้งหมด “เกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดจริง” และการค้ายาเสพติดเป็นอาชญากรรมซึ่งมีบทลงโทษสูงสุด คือ การจำคุกตลอดชีวิต ไม่ใช่การประหารชีวิต ตามกฎหมายของสหรัฐ
สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นความตึงเครียดทางทหารครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปี ระหว่างสหรัฐกับเวเนซุเอลา จึงทำให้มีการตั้งคำถามเช่นกันว่า รัฐบาลวอชิงตันกำลังวางแผนเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในเวเนซุเอลาหรือไม่ ซึ่งทรัมป์ “ไม่ตอบรับแต่ไม่ปฏิเสธ”.
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



