ในยุคปัจจุบันที่ว่ากันว่า “ข้อมูล” หรือ “ดาต้า” ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในทุกอุตสาหกรรม เรียกกันว่า “ข้อมูล” คือ“ทองคำ” ที่มีความสำคัญมากต่อการขับเคลื่อนธุรกิจและองค์กรไม่ว่าภาครัฐ หรือเอกชน
สำหรับประเทศไทยได้มีการจัดตั้ง สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ บีดีไอ ขึ้น ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เพื่อขับเคลื่อนยุทศาสตร์ บิ๊ก ดาต้าของปiะเทศไทยให้มีส่วนช่วยพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
โดยหนึ่งในโครงการที่สำคัญก็คือ แพลตฟอร์มการเชื่อมโยงและวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ ดีทู (Data Integration and Intelligence Platform : D2) ที่ถือเป็นโครงการพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลขนาดใหญ่ระดับประเทศ (National Big Data Platform) ในการบูรณาการและวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่จากหลากหลายหน่วยงาน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น Data-Driven Nation อย่างแท้จริง โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการใช้ประโยชน์จากข้อมูลเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืน

“ธีรณี อจลากุล” ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ บอกว่า ที่มาของโครงการ D2 8nv บีดีไอ ได้รับมอบหมายให้เชื่อมโยงข้อมูลในแต่ละเซ็กเตอร์เป็นธีม เช่น Health Link, Travel Link , Envi Link เป็นต้น แต่เมื่อมีหลายเซ็กเตอร์ เมื่อเป็น National Big Dataก็ต้องนำข้อมูลเหล่านี้มาเชื่อมโยงกันอีกที ซึ่งจะทำให้มีแพลตฟอร์มทุกเซ็กเตอร์ แต่จะทำให้ยากในการดูแลพัฒนา จึงมีแนวคิด สร้าง National Big Data เป็นแพลตฟอร์มเดียว ที่มีข้อมูลครบถึงในระดับจังหวัด โดยตั้งชื่อว่า D2
โดยจะประกอบกอบด้วยบริการหลัก คือ “Data Catalog” ที่รวบรวมบัญชีข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ และจัดการข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบ machine-readable พร้อมคำอธิบายชุดข้อมูลและ metadata ประกอบ เพื่อความสะดวกในการทำความเข้าใจขอบเขต เงื่อนไข ข้อจำกัด และช่องทางการเข้าถึงข้อมูล
“Open Data” จัดการรวบรวมข้อมูลเปิดภาครัฐให้มีระบบระเบียบเพื่ออำนวยความสะดวกให้หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน รวมไปถึงประชาชนสามารถเข้าถึง ดาวน์โหลด เผยแพร่ และมีส่วนร่วมได้ อัปเดตรายละเอียดข้อมูลขึ้นบนเว็บไซต์ data.go.th สร้างความโปร่งใส ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากข้อมูล จุดประกายนวัตกรรม
“Dashboards and Analytics Tools” ที่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้หน่วยงานต่าง ๆ สามารถวิเคราะห์ ข้อมูลเชิงลึกและตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“Data Visualization” เป็นการนำเสนอข้อมูลปริมาณมหาศาลหรือซับซ้อนให้อยู่ในรูปแบบที่เข้าใจง่าย เพื่อหา insights ที่อาจไม่เคยพบมาก่อน รวมถึง “Data Analytics” ศึกษาความสัมพันธ์ คาดการณ์แนวโน้ม ชี้โอกาสและความท้าทาย และ “Central Hashing Service” จัดสร้างกระบวนการกลางที่เป็นตัวแทนของข้อมูลที่ต้องการ อาจเป็นรหัสผ่านหรือข้อมูลส่วนบุคคลอื่นๆ โดยที่ไม่สามารถถอดรหัสหรือกระทำการใดๆ เพื่อที่จะ Reverse ให้ออกมาเป็นข้อความต้นฉบับ
โดยมีการใช้เทคนิค Hash and Salt เพื่อเพิ่มความปลอดภัยสำหรับข้อมูล ลดความเสี่ยงในการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลผ่านการแฝงข้อมูล (Pseudonymisation) ให้ไม่สามารถระบุตัวตนได้โดยตรง แต่ยังทราบข้อมูลอื่นๆ ที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลในทางอ้อมได้ และ “National Data Bank for AI” ระบบที่รองรับการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลสำหรับ AI โดยมีฟังก์ชันรองรับหน่วยประมวลผลที่มีพลังงานในการคำนวนสูง เช่น GPU เป็นต้น
ผอ.บีดีไอ บอกต่อว่า การทำบิ๊กดาต้า เป็นการดึงข้อมูลจำนวนมาก ชุดตัวอย่างข้อมูล มารวมกับข้อมูลอื่นๆ เพื่อประกอบการวิเคราะห์ ไม่ว่าจะใช้เอไอ หรือ แดชบอร์ด (Dashboard) ซึ่งเป็นการดึงข้อมูลจากหลายๆที่ เฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวข้อง จึงมีโจทย์ว่ารัฐบาลอยากรู้ข้อมูลอะไรบ้าง จึงได้พัฒนา D2 แบบสถาปัตยกรรมแบบกระจาย คือ การสร้างถนนไปเชื่อมกับหน่วยงานต่างๆไว้ก่อน พอมีโจทย์ว่าต้องดึงข้อมูลอะไรบ้าง ก็สามารถเชื่อมต่อข้อมูลกับหน่วยงานนั้นได้ทันที เมื่อเชื่อมโยงข้อมูลได้ข้อมูลดิบมา เป็นชุดข้อมูลเพื่อใช้วิเคราะห์ แล้วก็มีการลบข้อมูลดิบทิ้ง เนื่องจากต้นทางมีข้อมูลดังกล่าวอยู่แล้ว การเก็บข้อมูลดิบที่ซ้ำซ้อนจะสร้างปัญหาได้
อย่างไรก็ตามการเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานรัฐต่างๆ ต้องมีการพูดคุยเชิงนโยบาย มีการลงนามเอ็มโอยู ซึ่งทำให้กว่าที่จะเชื่อมโยงปล่อยข้อมูลได้ใช้เวลาเป็นปี ซึ่งหากยังตกลงรายละเอียดไม่จบ จะไม่สามารถ ทำท่อ หรือ ถนนไปเพื่อรอเชื่อมโยงข้อมูลได้ จึงจำเป็นต้องมี (ร่าง) กฎหมายการอำนวยความสะดวกในการแบ่งปันข้อมูลเพื่อใช้ประโยชน์เชิงวิเคราะห์ (Data Sharing Facilitation for Analytics Act) ขึ้น เพื่อให้แก้ปัญหาการเข้าาถึงข้อมูลของหน่วยงานต่างๆ เพื่อทำท่อเเชื่อมโยงข้อมูลไว้ก่อน ซึ่งทาง บีดีไอ ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ร่างกฎหมายดังกล่าว มี 10 กว่ามาตราและได้เปิดรับฟังความคิดเห็นไปแล้ว รอนำแสนอเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี(ครม.)แต่คาดว่ากว่ากฎหมายจะออกมาต้องใช้เวลาอีกเป็นปี

“กฎหมายฉบับนี้ จะมีรายละเอียดที่ชัดเจนมาจะมีการเชื่อมโยงข้อมูลด้วยกลไกแบบใด และจะไม่เก็บข้อมูลที่ซ้ำซ้อน โดยหน่วยงานต่างๆ ยังเป็นผู้ควบคุม หรือคอนโทรลข้อมูลอยู่ แต่การแลกเปลี่ยนข้อมูลของหน่วยงานจะมีกฎเกณฑ์ที่เหมาะสมทุกคนสบายใจ โดยบีดีไอสามารถทำระบบเชื่อมโยงล่วงหน้าไว้ก่อน แต่ยังไม่มีข้อมูลไหลเข้า เมื่อจะใช้ข้อมูล ก็เพียงแค่ขออนุมัติ ช่วยร่นระยะเวลาเหลือเพียง 2-6 เดือน ไม่ถึงปีเหมือนก่อน และเมื่อมีกฎหมาย Data Sharing กลางออกมา จะช่วยแก้ปัญหาที่ติดขัดเกี่ยวกับ พ.ร.บ. ของหน่วยงานนั้นๆด้วย ”
” ปัจจุบัน D2ได้เริ่มเชื่อมโยงข้อมูลของหน่วยงานต่างๆ แล้ว เช่น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์( พม.) ข้อมูลจากแพลตฟอร์ม Travel Link และ Envi Link เป็นต้น และกำลังคุยอยู่อีก 4-5 เซ็กเตอร์ เช่นข้อมูลเกี่ยวกับการวิเคราะห์เศรษฐกิจ ซึ่งข้อดีของ D2 คือจะสามารถเชื่อมโนงข้อมูลที่ฮับ หรือ ที่หน่วยงานตรงก็ได้ โดยข้อมูลที่เข้ามาจะไม่ชี้ตัวตนบุคคล หรือเป็นข้อมูลส่วนบุคคล เพราะออกแบบมาเพื่อใช้ข้อมูลเชิงวิเคราะห์เท่านั้น โดบีดีไอ ได้รับการจัดสรรงบเพื่อใช้พัฒนาแพลตฟอร์มปีแรก 90-100 ล้านบาท ส่วนปีต่อๆไปจะใช้งบลดลง เหลือเพียงค่าเช่าคลาว์ด ปัจจุบัน D2 เริ่มใช้งานได้บางส่วน คาดจะสามารถใช้งานเต็มรูปแบบได้ในปี 69”
สุดท้ายแล้วประโยชน์ที่จะได้รับ คือ ภาครัฐจะสามารถนำ ข้อมูลต่างๆ มาวิเคราะห์เพื่อวางนโยบายและจัดสรรงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่ภาพเอกชนสามารถนำไปวางกลยุทธ์แผนธุรกิจเพื่อมีส่วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้.
จิราวัฒน์ จารุพันธ์



