เมื่อวันที่ 21 ก.ย. ศ. พญ.กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และผู้ก่อตั้งโครงการ Stand by you เปิดเผยว่า จากการที่โครงการ Stand by you ให้คำปรึกษา ประเมินความเสี่ยง แจกชุดตรวจคัดกรองเอชไอวีด้วยตนเอง (HIV Self-test) และให้ความรู้เกี่ยวกับโรคเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ผ่าน Line OA แบบไม่เสียค่าใช้จ่าย ตั้งแต่ปี 2565 และเป็นระบบให้คำปรึกษาในระบบบัตรทองตั้งแต่ปี 2568 พบว่ามีคนกดเข้ามาดูในไลน์ Stand by you 5 แสนคน มีผู้มาใช้บริการประมาณ 1.6 แสนคน มีการให้คำปรึกษาพร้อมส่งชุดตรวจคัดกรองเอชไอวีแล้วกว่า 3 หมื่นคน ซึ่งอายุของผู้ขอรับบริการนั้น ราว 2 ใน 3 มีอายุน้อยกว่า 30 ปี และในจำนวนนี้พบผลบวกแสดงถึงการติดเชื้อ 2.8% โดยสูงกว่าอัตราการติดเชื้อในประชาชนทั่วไปถึง 3 เท่า

ศ. พญ.กุลกัญญา กล่าวว่า ทั้งนี้การตรวจเจอเร็วจะทำให้ได้เข้าสู่การรักษาทันที และหยุดการส่งต่อเชื้อ ซึ่งมีผลการศึกษาพบว่า คนที่ติดเชื้อเอชไอวีแล้วไม่ได้รักษาโดยเร็ว แต่มารักษาตอนที่มีอาการหรือป่วยแล้ว จะแพร่เชื้อต่อได้ประมาณ 3 – 6 คน ดังนั้น ถ้าส่งชุดตรวจได้ 100 ชุด จะสามารถป้องกันการติดเชื้อรายใหม่ได้ประมาณ 10 คน ซึ่งปัจจุบันไทยมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ปีละประมาณ 9,000 คน ขณะที่เป้าหมายยุทธศาสตร์เอดส์ชาติ พ.ศ. 2560 – 2573 คือ ลดให้เหลือปีละ 1,000 คน ถ้าจะทำให้ได้ตามเป้าคือต้องส่งชุดตรวจให้ได้ประมาณ 1 แสนชุดต่อปี และทำต่อเนื่อง

“ถ้าไม่ทำอะไร จะมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 8,000 คนต่อปี ซึ่งถ้าเขาติดเชื้อ เชื้อก็จะอยู่กับเขาตลอดชีวิต แล้วถ้าอีก 50 ปีเป็นแบบนี้ทุกปี เท่ากับจะมีผู้ติดเชื้อเพิ่มอีก 4 แสนคน ซึ่งการรักษาจะยิ่งทำให้ภาระงบประมาณสูงขึ้นอีกมาก เพราะตอนนี้ค่ายารักษา 1 คนประมาณ 5 หมื่นบาทต่อปี ถ้าคูณด้วย 4 แสนคน เท่ากับถึงตอนนั้นจะต้องใช้งบค่ายาเพิ่มขึ้นถึงอีกปีละ 2 หมื่นล้านบาท ฉะนั้นการค้นเจอผู้ที่ติดเชื้อได้เร็วและนำเข้าสู่การรักษาถือเป็นเรื่องยิ่งใหญ่มาก เพราะป้องกันไม่ให้เกิดรายใหม่ ยังไม่รวมความดีงามที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตของผู้ที่อยู่ร่วมกับเอชไอวี และสังคมด้วยเมื่อได้รับการรักษา” พญ.กุลกัญญา กล่าว

ศ. พญ.กุลกัญญา กล่าวต่อว่า การดำเนินการของ Stand by youมีความท้าทาย ได้แก่ 1. การรับรู้ และความเข้าใจ รวมถึงการยอมรับว่าการตรวจเอชไอวีเป็นเรื่องปกติธรรมดาเหมือนการตรวจคัดกรองโรคอื่นๆ 2. การทำให้เกิดระบบบริการ หรือสถานพยาบาลที่เอื้อต่อการดูแลรักษาและป้องกันเอชไอวี 3. ความตระหนักรู้ในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีของกลุ่มที่มีความเสี่ยง 4. การทำให้สังคมมีสิ่งแวดล้อมเอื้อต่อการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย และ 5. อคติ และการตีตราในสังคมต่อผู้ที่ตรวจเอชไอวี และผู้ที่อยู่ร่วมกับเอชไอวี “ทุกวันนี้ที่กลุ่มวัยรุ่นมีการติดเชื้อเอชไอวีเพิ่มขึ้น ไม่ใช่เพราะเขาไม่รู้ว่าถุงยางป้องกันได้ แต่วัยรุ่นมักประมาท คิดไม่ถึงว่าจะเกิดกับตัวเอง เลยไม่ใช้ถุงยางอนามัย ซึ่งไทยเราจะต้องสร้างความตระหนักรู้ให้เพิ่มขึ้น รวมถึงสังคมไทยควรทำให้การใช้ถุงยาง ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการป้องกันโรคต่างๆ ทางเพศสัมพันธ์ได้ให้เป็นเรื่องปกติ พร้อมกับทำให้หาได้ง่ายขึ้น เช่น มีตู้กดตามจุดต่างๆ หรือในห้องน้ำสาธารณะ” ศ. พญ.กุลกัญญา กล่าว.