เดิมที “เพื่อไทย” เตรียมจัดทัพปราศรัยด้วยการนำ “นายใหญ่” ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ เปิดเวทีหาเสียงเปิดศึกกับพรรคสีน้ำเงิน แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไปและไม่เป็นใจนายใหญ่ ต้องถูกบังคับโทษจำคุก 1 ปี อีกทั้งกระแสไม่เข้าทาง “เพื่อไทย” จากเหตุการเปิดศึกของ 2 ผู้นำไทย-กัมพูชา ในยุค ”อดีตนายกฯแพทองธาร ชินวัตร“ จึงทำให้กระแสของ “เพื่อไทย” ถูกมองว่าแต้มน่าจะหายไปไม่น้อย และคนในพรรคเพื่อไทยยังมองว่าสนามเลือกตั้งซ่อมศรีสะเกษ บริบทแตกต่างจากสนามเลือกตั้งซ่อม จ.เชียงราย ที่พรรคเพื่อไทยเพิ่งชนะ

แน่นอนว่าสนามเลือกตั้งซ่อมศรีสะเกษวัดพลัง 2 ตระกูลใหญ่ “สมหมาย-ไตรสรณกุล“ มีการประเมินกันว่าจุดอ่อนของ “ผู้สมัครค่ายแดง” ต้องเผชิญกับการตอบคำถามสถานการณ์ชายแดน และกระแสนิยมของพรรคที่ร่วงลงหลังเปลี่ยนรัฐบาล ขณะที่ “ผู้สมัครค่ายน้ำเงิน” จุดแข็งได้เปรียบขุมกำลัง เพราะมีกลไก อบจ.ศรีสะเกษ ผ่าน “วิชิต ไตรสรณกุล” นายก อบจ.ศรีสะเกษ หลายสมัย และยังเป็นพรรคแกนนำตั้งรัฐบาล

โดย “นายกฯหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่ช่วยหาเสียงด้วยตัวเอง พร้อมตั้งเป้าปักธงสนามเลือกตั้งซ่อมสส.ศรีสะเกษ พร้อมระบุว่า “คาดหวังว่าชาวศรีสะเกษจะให้ความมั่นใจในผู้สมัครของพรรคในการเลือกตั้งวันที่ 28 ก.ย.นี้ เราตั้งเป้ากวาดสส.ทุกเขตยกจังหวัดศรีสะเกษ รอบนี้เราพร้อมมานานแล้ว แต่เพราะสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา จึงทำให้การเลือกตั้งซ่อมเลื่อนออกไป วันนี้จึงเป็นจังหวะที่เรามาพบกับประชาชน“

ดังนั้นศึกเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้จึงเป็นที่น่าจับตามองมากกว่าทุกสนามเลือกตั้งซ่อม “นายกฯหนู” ไม่ยอมพ่ายศึกครั้งนี้แน่นอน เพราะการชนะในครั้งนี้ ภายใต้อำนาจรัฐได้เปรียบอยู่แล้ว เพื่อช่วยรักษาเรตติ้งไปถึงการเลือกตั้งใหญ่ อีกทั้งจะยิ่งต่อยอดเพิ่มจำนวน สส.ให้กับรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่มีอยู่ 146 เสียงให้เพิ่มขึ้น แม้จะเป็นแค่สนามเลือกตั้งซ่อมแค่ทุกคะแนนมีความสำคัญ เพื่อรักษาฐานที่มั่นใหม่

ที่แน่ๆรอลุ้นผลการเลือกตั้งซ่อมวันอาทิตย์ที่ 28 ก.ย.นี้  จะเป็นตัวชี้ว่า “เพื่อไทย” จะรักษาเก้าอี้แชมป์ได้หรือไม่ เพราะเสียเปรียบ “ภูมิใจไทย” ทุกประตู ฉะนั้นหาก “เพื่อไทย” ทำไม่สำเร็จ ย่อมสะท้อนถึงจุดเสื่อม หมดศรัทธา ศึกเลือกซ่อมสนามนี้ ทั้งสองพรรคใหญ่ ‘แดงกับน้ำเงิน’ แข่งขันดุเดือดไม่มีใครยอมใคร แพ้ไม่ได้ สุดท้ายก็อยู่ที่เสียงประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในเขต 5 ศรีสะเกษเป็นผู้ตัดสินชี้ขาดว่าให้ใครเข้าไปทำหน้าที่ สส.ในสภา.