เมื่อวันที่ 17 พ.ค. นายโอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลเปิดทำเนียบรัฐบาลหารือร่วมกับภาคธุรกิจเมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา ว่า สังคมไม่ควรมองเพียงภาพความใกล้ชิดระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มทุน แต่ควรมองให้ลึกถึงเป้าหมายทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลกำลังพยายามสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โลกวันนี้ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ทั้งสงครามเศรษฐกิจ การแข่งขันด้านเทคโนโลยี ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ห่วงโซ่อุปทานโลกที่เปลี่ยนทิศ รวมถึงการแข่งขันดึงดูดการลงทุน ล้วนกดดันเศรษฐกิจไทยโดยตรง ดังนั้น การที่รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เปิดพื้นที่พูดคุยกับภาคธุรกิจ จึงไม่ใช่เพียงภาพการล้อมวงคุยกับเจ้าสัว แต่คือความพยายามดึงทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมคิด ร่วมแก้ และร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ

นายโอฬาร กล่าวอีกว่า วันนี้รัฐไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้เพียงลำพัง เพราะเศรษฐกิจจริงอยู่หน้างาน อยู่ในภาคการผลิต การลงทุน ตลาดแรงงาน และการแข่งขันระหว่างประเทศ ซึ่งภาคเอกชนสัมผัสปัญหาเหล่านี้โดยตรงมากที่สุด การเปิดพื้นที่ให้สะท้อนข้อเท็จจริงจึงทำให้รัฐเห็นปัญหาเศรษฐกิจจากของจริง ไม่ใช่เพียงตัวเลขบนกระดาษ ความสัมพันธ์ลักษณะนี้ไม่ใช่รัฐยอมทุน แต่เป็นความสัมพันธ์แบบน้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า รัฐต้องอาศัยองค์ความรู้ ประสบการณ์ และศักยภาพการลงทุนจากเอกชน ขณะที่เอกชนต้องอาศัยเสถียรภาพ นโยบาย และกลไกสนับสนุนจากภาครัฐเช่นกัน

“หน้าที่ของรัฐไม่ใช่เอาใจนายทุน แต่คือการทำให้ทุกภาคส่วนเดินไปข้างหน้าได้พร้อมกัน เพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตในภาพรวม เวทีลักษณะดังกล่าวสะท้อนแนวคิดการบริหารแบบร่วมมือซึ่งรัฐทำหน้าที่เป็นผู้ประสานพลังของทุกภาคส่วน มากกว่าการใช้อำนาจสั่งการเพียงฝ่ายเดียว เพราะภาคเอกชนถือเป็นฐานข้อมูลเศรษฐกิจจริง ทั้งด้านการลงทุน เทคโนโลยี กฎระเบียบ ต้นทุน และอุปสรรคในการแข่งขัน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้รัฐออกแบบนโยบายได้ตรงกับสภาพเศรษฐกิจจริงมากขึ้น” นายโอฬาร กล่าว

นายโอฬาร กล่าวอีกว่า ความสำเร็จของเวทีนี้ไม่ได้อยู่ที่ภาพการประชุมหรือจำนวนซีอีโอที่เข้าร่วม แต่อยู่ที่ว่ารัฐบาลจะสามารถเปลี่ยนเสียงสะท้อนให้กลายเป็นนโยบายที่เกิดผลจริงได้หรือไม่ ทั้งการกำหนดหน่วยงานรับผิดชอบ การติดตามผล และการผลักดันมาตรการออกสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้เวทีลักษณะดังกล่าวอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในอนาคต ทั้งด้านอุตสาหกรรมเป้าหมาย การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการปรับกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการแข่งขัน แต่รัฐบาลต้องระวังไม่ให้เวทีลักษณะนี้ถูกมองว่าเป็นพื้นที่เฉพาะของทุนขนาดใหญ่ เพราะเศรษฐกิจไทยยังมีธุรกิจเอสเอ็มอี ผู้ประกอบการท้องถิ่น สตาร์ทอัพ ภาคแรงงาน และภาคเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายเศรษฐกิจโดยตรงเช่นกัน ถ้ารัฐบาลเปิดพื้นที่รับฟังอย่างครอบคลุม ทั้งทุนใหญ่ เอสเอ็มอี ผู้ประกอบการท้องถิ่น ภาคแรงงาน และภาคประชาชน ก็จะทำให้นโยบายเศรษฐกิจมีความสมดุล และตอบโจทย์เศรษฐกิจฐานรากมากขึ้น.