สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 23 ก.ย. ว่านายมารอส เซฟโควิช กรรมาธิการการค้าของคณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) และนายแอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต รมว.เศรษฐกิจอินโดนีเซีย ลงนามร่วมกันในข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมอินโดนีเซีย-สหภาพยุโรป (อียู) หรือ ซีปา (Comprehensive Economic Partnership Agreement – CEPA)
ข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ดังกล่าว เป็นข้อตกลงฉบับที่สาม ซึ่งอียูบรัสเซลส์ลงนามร่วมกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อจากสิงคโปร์และเวียดนาม ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการของอียูสามารถได้ลดภาษีรวมกันราวปีละ 600 ล้านยูโร (ราว 22,523.40 ล้านบาท) สำหรับสินค้าที่เข้าสู่ตลาดอินโดนีเซีย หมายความว่า ของยุโรปจะมีราคาถูกลงและเข้าถึงได้ง่ายขึ้นสำหรับผู้บริโภคชาวอินโดนีเซีย
???????????????????? Today's successful conclusion of trade and investment negotiations opens an exciting new chapter.
— Maroš Šefčovič???????? (@MarosSefcovic) September 23, 2025
With over 98% of tariffs to be eliminated, growth across key sectors is set to accelerate. EU exports to Indonesia alone could rise by nearly 30%.
???? https://t.co/Ne6R6Jjlhv pic.twitter.com/8HjFH0F1xa
ทั้งนี้ อียูซึ่งปัจจุบันมีสมาชิก 27 ประเทศ และอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เจรจาเพื่อจัดทำเอฟทีเอร่วมกัน โดยใช้เวลายาวนานและต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2559
ตอนนี้ อียูเป็นคู่ค้าที่ใหญ่เป็นอันดับห้าของอินโดนีเซีย โดยการค้าระหว่างสองฝ่ายมีมูลค่าสูงถึง 30,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 958,504.40 ล้านบาท) เมื่อปี 2567
อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่ายทวีความตึงเครียดอย่างหนัก เมื่ออียูออกกฎหมายห้ามนำเข้าผลิตภัณฑ์ที่เชื่อมโยงกับการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งสร้างความไม่พอใจอย่างหนักให้กับอินโดนีเซีย เนื่องจากเป็นผู้ส่งออกน้ำมันปาล์มรายใหญ่ที่สุดของโลก
กระนั้น อียูเลื่อนการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวออกไปจนถึงสิ้นปีนี้ หลังพล.ท.ปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย เยือนกรุงบรัสเซลส์ เพื่อพบหารือกับนางอัวร์ซูลา ฟอน แดร์ เลเยน ประธานอีซี เมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา.
เครดิตภาพ : AFP



