สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 24 ก.ย. ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (ยูเอ็นจีเอ) เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี ใช้เวลานานเกือบ 1 ชั่วโมง เริ่มต้นด้วยการชื่นชมสหรัฐ ว่ากำลังอยู่ในยุคทอง และยืนยันว่า เป็นผู้ยุติสงครามในสมรภูมิ 7 แห่งทั่วโลก จึงสมควรเป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปีนี้


หลังจากนั้น ทรัมป์ตั้งคำถามถึงสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ว่า “มีศักยภาพมหาศาลแต่ไม่ได้แสดงออกมาอย่างที่ควรจะเป็น” ยูเอ็นทำได้เพียงใช้ถ้อยคำรุนแรงเพื่อประณามอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร โดยไม่ได้มีการดำเนินการตามมาแต่อย่างใด พร้อมทั้งเหน็บแนมว่า “คำพูดที่ว่างเปล่า” ไม่มีทางยุติสงครามได้ และจนถึงตอนนี้ ยูเอ็นไม่ได้มีบทบาทสนับสนุนกระบวนการสร้างสันติภาพของสหรัฐ


ขณะเดียวกัน ทรัมป์กล่าวว่า ยูเอ็นควรหยุด “การรุกราน” ของผู้อพยพ ไม่ใช่ “สร้างขึ้นแล้วคอยสนับสนุน” แล้วยังวิจารณ์อย่างหนักไปที่บันไดเลื่อนและเครื่องอ่านคำปราศรัยของยูเอ็นที่ชำรุด ซึ่งทำให้การเดินทางและการกล่าวสุนทรพจน์ของเขาต้องสะดุด


ในเรื่องผู้อพยพ ทรัมป์กล่าวถึงยุโรปว่า “กำลังมีปัญหาใหญ่ เพราะกำลังถูกรุกรานโดยกองกำลังคนต่างด้าวผิดกฎหมายอย่างที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน” และเสริมว่า “การย้ายถิ่นฐานและแนวคิดเรื่องพลังงานที่ทำลายตนเองจะเป็นจุดจบของยุโรปตะวันตก”


นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐเรียกเสียงฮือฮา ด้วยการกล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ “เป็นการหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นบนโลก” และเป็นภาระแก่ประเทศในยุโรปด้วยต้นทุนพลังงานที่แพงเมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงฟอสซิล และวิจารณ์รัฐบาลสหราชอาณาจักรเป็นพิเศษ สำหรับการเรียกเก็บภาษีใหม่สำหรับน้ำมันในทะเลเหนือ


ในประเด็นเกี่ยวกับสงครามที่ฉนวนกาซา ทรัมป์กล่าวว่า การที่หลายชาติออกมาให้การยอมรับรับปาเลสไตน์ตอนนี้ “คือการมอบรางวัล” ให้แก่กลุ่มฮามาส.

เครดิตภาพ : AFP