วันที่ 25 ก.ย. นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิติมศักดิ์ สมาคมโฮสเทลประเทศไทยและคณะ พร้อมทั้ง นางญาดา พรเพชรรัมภา ประธานชมรมผู้ค้าแผงลอยกรุงเทพมหานคร ได้เข้าพบ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ณ ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย เพื่อพูดคุยรายละเอียดและขอให้รัฐบาลนายกอนุทิน ออกมาตรการช่วยเหลือธุรกิจร้านอาหารให้ครบทั่วถึงเพราะนโยบายคนละครึ่ง ร้านอาหารที่เป็น SMEs นิติบุคคลไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ รวมถึงกระตุ้นการท่องเที่ยว

“ภาคธุรกิจ SMEs โดยเฉพาะร้านอาหารรายย่อยที่อยู่ในระบบเป็นนิติบุคคลและเสียภาษีมาโดยตลอด กลับไม่สามารถเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งได้ จึงอยากให้ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เร่งพิจารณาแนวทางสนับสนุนเพิ่มเติม และนำเสนอนายกฯ อนุทิน เช่น การใช้มาตรการภาษีซึ่งไม่ต้องใช้งบประมาณจากรัฐ”

นอกจากนี้ได้ชูข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อช่วยเหลือ SMEs และกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวม ประกอบด้วย

  1. เร่งเดินหน้าโครงการ “คนละครึ่ง” เพื่อเพิ่มกำลังซื้อของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มพ่อค้า แม่ขาย และธุรกิจระดับรากหญ้า รวมถึงร้านอาหาร SMEs ที่อยู่ในระบบภาษี นิติบุคคล ซึ่งจะช่วยพยุงเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งจะเริ่มใช้ตุลาคมนี้
  2. ช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารที่เป็นนิติบุคคล SMEs ขนาดเล็กที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 1 ล้านบาท ให้สามารถเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งได้ รวมถึงเสนอสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับผู้บริโภคและภาคธุรกิจ ให้บุคคลธรรมดาสามารถใช้ใบกำกับภาษีจากร้านอาหาร SMEs ไปใช้ลดหย่อนภาษีได้ในปี 2570 วงเงินไม่เกิน 20,000 บาท อีกทั้งให้นิติบุคคลสามารถใช้ค่าใช้จ่ายจากงานเลี้ยง สัมมนา หรือรับรองในร้านอาหาร SMEs ไปลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 200,000 บาท เพื่อเป็นการกระตุ้นการใช้จ่ายในภาคร้านอาหารปลายปีนี้
  3. ออกมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ดอกเบี้ยไม่เกิน 2.5% พร้อมให้ บสย. (บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม) ค้ำประกัน เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับ SMEs ร่วมถึงสินเชื่อรายย่อยให้กับพ่อค้าแม่ขายรายเล็กๆ ที่กำลังประสบปัญหาสภาพคล่องกระแสเงินสดหมดจากสภาพเศรษฐกิจที่บอบช้ำมานานตั้งแต่โควิดจนถึงปัจจุบัน
  4. แผนกระตุ้นการท่องเที่ยวปลายปี 2568 และระยะยาวในปี 2569 โดยมีการทำโปรโมชั่น กระตุ้นให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจเลือกที่จะมาประเทศไทยในปลายปีนี่และต้นปีหน้าและเน้นสร้างความมั่นใจภาพลักษณ์เรื่องความปลอดภัย ที่สำคัญให้เร่งดูแลเรื่องค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นเพราะมีผลกับการตัดสินใจมาเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติด้วย

และสร้างเครือข่ายการเดินทางเชื่อมโยงเมืองรองแบบบูรณาการ เช่น นำรถไฟเก่า KEHA ที่ทางประเทศญี่ปุ่นให้มา 22 ขบวนนำมาปรับปรุงใหม่และวางระบบรางเป็นวงกลมวิ่ง เชื่อม 6 จังหวัด ภาคเหนือ 12 จังหวัดภาคอีสานและภาคอื่นๆ ด้วย เป็นต้น เพราะปัญหาในการเดินทางถึงเมืองรองสำหรับนักท่องเที่ยวยังไม่สะดวกเท่าที่ควร

นอกจากนี้ อยากให้จัดทำแคมเปญสำหรับดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติให้กระจายไปเมืองรอง เช่น “บินฟรีเมืองรอง” โดยให้สิทธิบินภายในประเทศฟรี 1 เที่ยวขาไป เมื่อเดินทางเข้าประเทศไทยด้วยสายการบินไทยและต่อเครื่องบินของการบินไทยหรือในเครือหรือกลุ่มสายการบินพาร์เนอร์

  1. ควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคเรียกร้องให้ รัฐมนตรีท่านใหม่ กระทรวงพาณิชย์เร่งควบคุมราคาสินค้าสำคัญ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่ราคาหน้าฟาร์มตกต่ำ แต่ราคาขายปลีกกลับสูงผิดปกติ
  2. ควบคุมราคาพลังงานช่วงไตรมาสสุดท้ายเสนอให้กระทรวงพลังงานดำเนินมาตรการเร่งด่วนในการควบคุมราคาค่าไฟฟ้าและค่าน้ำมัน เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนและต้นทุนของภาคธุรกิจ

7.ปลดล็อก คำสั่งคณะปฏิวัติ 2515 ที่ห้ามขายแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา 14.00-17.00 น. สำหรับร้านอาหาร

ทั้งนี้ โดยขอให้เข้าใจและเห็นใจ เหตุผลที่เสนอไปว่าเป็นกฎหมายที่ล้าหลังไม่เข้ากับยุคสมัยโดยเฉพาะเป็นคำสั่งคณะปฏิวัติ 2515 ซึ่งใช้มายาวนานกว่า 53 ปี และบริบททางสังคมเปลี่ยนไปอย่างมากในปัจจุบัน ที่สำคัญปรับเปลี่ยนให้สอดรับประเทศไทยเปิดรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ที่คุ้นชินกับการกินดื่มช่วงบ่ายในระหว่างพักผ่อนในประเทศนั้นๆ และบริบทอันนี้ไม่สามารถนำไปใช้กับคำสั่งคณะปฏิวัติ 2515 เรื่องห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านอาหาร 14.00-17.00 น.

“การแก้กฎหมายดังกล่าว จะช่วยกระตุ้นยอดขายของร้านอาหารได้มากขึ้น ก่อนหน้านี้ติดข้อกฎหมายของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 253 ให้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ในช่วงเวลา 11.00-14.00 และช่วงเวลา 17.00-24.00 น. เท่านั้น ซึ่งทำให้มีช่วงฟันหลอในช่วงหลังเวลา 14.01-16.59 น. ซึ่งในช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่นักท่องเที่ยว โดยเฉพาะต่างชาติที่จะออกมากินข้าว ดื่มเบียร์ ในเวลานี้ ซึ่งในช่วงเวลา 14.00-17.00 น. เป็นช่วงที่ร้านอาหารค่อนข้างจะเงียบเหงาและไม่สามารถทำรายได้ได้ และยังสร้างความมึนงง และไม่เป็นมาตรฐานสากลในกับนักท่องเที่ยวที่มาจากทั่วโลก หากมีการช่วยปลดล็อกกฎหมายฉบับนี้ และทำให้มีผลบังคับใช้ได้โดยเร็ว จะส่งผลดีและยอดขายต่อผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารได้เป็นอย่างดี และยังเป็นการส่งเสริมคาเฟ่เบียร์คราฟต์ให้เติบโตขึ้นด้วย”

“นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่รัฐบาลต้องแสดงความกล้าหาญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ ภายใน 4 เดือน โดยเฉพาะภาคธุรกิจ SMEs ภาคการท่องเที่ยวที่เป็นหัวใจของระบบเศรษฐกิจไทย”