เมื่อวันที่ 26 ก.ย. นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกฯ และรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมหลังแถลงข่าวทิศทางการทำงานของกระทรวงทรัพยากรฯ ถึงกรณีรู้สึกกดดันหรือไม่ ที่มานั่งเป็น รมว.ทรัพยากรฯ เนื่องจากถูกจับตาจากนักวิชาการ นักอนุรักษ์ ถึงความเหมาะสม เพราะเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล มีโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ เช่น แลนด์บริดจ์ ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมคดีรุกป่าที่ดิน โดยนายสุชาติ กล่าวว่า ตนสายตรงไปยังนายศศิน เฉลิมลาภ อดีตประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร หากมีอะไรที่ทำได้ภายใต้กรอบกฎหมายของกระทรวงทรัพยากรฯ และมีประโยชน์ให้ประชาชนก็จะทำ
“ไม่รู้สึกกดดันเพราะเป็นเรื่องปกติ กระทรวงทรัพยากรฯ เป็นกระทรวงใหญ่ที่ถูกจับตา จากเดิมนั่งกระทรวงแรงงาน และกระทรวงพาณิชย์ มีกรมแค่ 4-5 กรม แต่ในฐานะนักบริหารและ สส. จะรับฟังข้อมูลจากข้าราชการ จากปลัดกระทรวง เรามาจากภาคประชาชน จะบริหารงานนโยบายจากล่างขึ้นบน พร้อมแลกเปลี่ยนความเห็น” นายสุชาติ กล่าว
ส่วนจุดยืนต่อร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมคดีรุกป่า นายสุชาติ กล่าวว่า รับทราบข้อมูลและศึกษาข้อมูลแล้ว โดยพบว่าร่างทั้ง 2 ฉบับ ผ่านวาระ 1 และกำลังเตรียมพิจารณาวาระ 2 และ 3 แต่เนื่องจากยังมีความเห็นไม่ตรงกัน จึงมอบหมายให้ปลัดกระทรวงทรัพยากรฯ เตรียมข้อมูลหมดทั้งผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตนยืนยันว่าจะไม่เอื้อประโยชน์กับนายทุนในคดีรุกป่า แต่จะทำความเห็นส่งให้กับสภาว่าเสียงต่อต้านคืออะไร ต้องถกเถียงในสภา แต่ก็ขึ้นกับ สส. 500 คน จะเห็นชอบอย่างไร
นายสุชาติ ยังกล่าวถึงโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งเป็นนโยบายเรือธงของพรรคภูมิใจไทย ว่า ตนจะสอบถามไปยังพรรคภูมิใจไทย ว่าจะเดินหน้าเฟส 1 เฟส 2 หรืออะไรที่ยังศึกษาไม่ครบถ้วน กระทรวงทรัพยากรฯ จะเสริมข้อมูลไปให้
นายสุชาติ กล่าวต่อว่า โครงการพัฒนาในภาคตะวันออก (EEC) เช่น จ.ชลบุรี ช่วยทำให้เกิดการลงทุน และกระตุ้นเศรษฐกิจปากท้อง การจ้างงานดีขึ้น แม้ว่าจะถูกต้าน และมีผลกระทบกำกับมลพิษ ผ่านการทำรายงานลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งพบว่าบางโครงการติดขัดใช้เวลานาน 1 ปี จึงต้องมาดูว่าอะไรที่จะลดขั้นตอนอำนวยความสะดวก แต่ไม่ใช้เอื้อประโยชน์
นายสุชาติ กล่าวย้ำอีกว่า ส่วนการแต่งตั้งโยกย้ายตำแหน่งข้าราชการทั้งหมด เป็นหน้าที่ของปลัดกระทรวงทรัพยากรฯ และอธิบดี ส่วนจะแต่งตั้งใครขึ้นมา ขอให้ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี หากละเลยหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จะปรับเปลี่ยนตำแหน่งทันที.



