วันนี้ (26 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลปกครองกลางได้นัดอ่านคำพิพากษา คดีที่สภาผู้บริโภคยื่นฟ้องเพิกถอนมติ กสทช. กรณีการควบรวมธุรกิจโทรคมนาคมระหว่างบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ทรู และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค หลังถูกมองว่ากระทบสิทธิผู้ใช้บริการและทำให้ตลาดมือถือไทยเกิดการผูกขาดเหลือผู้เล่นหลักเพียง 2 ราย 

โดยทางสภาผู้บริโภคยื่นฟ้อง กสทช. มาตั้งแต่ พ.ย. 65  โดยทางศาลชั้นต้นไม่รับ แต่ต่อมาในเดือน ต.ค. 66 ศาลปกครองสูงสุดกลับคำสั่งและมีมติให้รับฟ้อง โดยชี้ว่าบริการโทรคมนาคมเป็นบริการสาธารณะขั้นพื้นฐานที่มีผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก อีกทั้งเป็นอุตสาหกรรมที่มีลักษณะกึ่งผูกขาดโดยธรรมชาติ ดังนั้นการควบรวมย่อมส่งผลต่อการแข่งขันและสิทธิผู้บริโภคในวงกว้าง จึงควรอยู่ในอำนาจศาลพิจารณา

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า วันนี้ (26 ก.ย.) ศาลปกครองกลางได้อ่านคำพิพากษา สั่งยกฟ้อง โดยทางสภาผู้บริโภค ยืนยันจะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดต่อไป

หลังฟังคำพิพากษา น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า แม้ศาลจะรับรองว่า สภาองค์กรผู้บริโภคมีอำนาจในการฟ้องคดีได้ เนื่องจากเป็นเรื่องที่กระทบสิทธิของผู้บริโภคโดยตรง อย่างไรก็ตาม ศาลเห็นว่า มติของ กสทช. ที่รับทราบการควบรวมดังกล่าวนั้น ชอบด้วยกฎหมาย โดยมีเหตุผล ดังนี้ ประการแรก ศาลพิจารณาว่า การควบรวมธุรกิจไม่จำเป็นต้องขออนุญาตทุกกรณีเสมอไป ซึ่งการที่ กสทช. ใช้วิธี “รับทราบ” แทนการ “อนุญาต” ไม่ใช่การฝ่าฝืนกฎหมายแต่อย่างใด

 ประการที่สอง ศาลเห็นว่า การแต่งตั้งที่ปรึกษาอิสระ ซึ่งถูกฝ่ายผู้ฟ้องแย้งว่าไม่เป็นกลางและอาจมีความเชื่อมโยงกับเอกชนที่ควบรวม ไม่ได้ขัดต่อกฎหมาย เพราะถือเป็นขั้นตอนหนึ่งของการดำเนินการทางปกครองเท่านั้น อีกทั้งที่ปรึกษาอิสระได้รับการเห็นชอบก่อนมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นด้วย และประการที่สาม ศาลชี้ว่า การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนไม่ได้เป็นเงื่อนไขบังคับตามกฎหมายหรือระเบียบของ กสทช. สำหรับการออกมติ “รับทราบ” การควบรวมธุรกิจครั้งนี้ ดังนั้น แม้จะไม่มีการเปิดเวทีรับฟังความเห็น ก็ไม่ถือว่าขัดต่อกฎหมาย

นอกจากนี้ ศาลยังตีตกประเด็นสำคัญอื่น ๆ ที่สภาองค์กรผู้บริโภคหยิบยกมาฟ้อง รวมถึงข้อกล่าวหาเรื่องการใช้เสียงข้างมากในการลงมติซ้ำ การตีความว่าเป็นธุรกิจเดียวกัน และการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเรื่องการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม ซึ่งศาลเห็นว่าไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะล้มมติดังกล่าว อย่างไรก็ตาม สภาองค์กรผู้บริโภคยังสามารถใช้สิทธิ์ในการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดได้ต่อไป โดยยืนยันว่าจะเดินหน้าปกป้องผลประโยชน์ของผู้บริโภคอย่างถึงที่สุดในกระบวนการยุติธรรมต่อไป