แม้แผนประทุษกรรมจะซ้ำ ๆ เดิม ๆ แต่ความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับวัยนี้ กลับสร้างความเสียหายสูง เพราะเป็นวัยที่มีทั้งเงินออม ทรัพย์สิน แต่ขาดความเท่าทันเล่ห์เหลี่ยม  การข่มขู่  โดยเฉพาะเมื่อมีการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือการใช้เทคโนโลยีเพิ่มความแนบเนียน…

ยกตัวอย่าง ช่วงเดือน ก.ย. มี 2 เคส เกิดขึ้นกับผู้สูงวัย 2 ราย ในพื้นที่ กทม. และต่างจังหวัด รายแรกเป็น ผู้สูงวัย อายุ 83 ปี พักอาศัยเพียงลำพัง มีเพียงแม่บ้านดูแล เหตุเกิดท้องที่ สน.พระโขนง เคสนี้ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC) สังเกตพบความผิดปกติจากการโอนเงินจำนวนมากหลายครั้ง ต่อเนื่องหลายวัน จึงส่งเรื่องไปยังตำรวจท้องที่ ก่อนจะลงพื้นที่ไปตรวจสอบถึงบ้านพัก

จากข้อมูลพบมีการโอน 5 ครั้ง ระหว่าง วันที่ 3-10 ก.ย.68 ดังนี้        

3 ก.ย.68   ฝากเงินสดเข้าบัญชีธนาคารแห่งหนึ่ง จำนวน 3,500,000 บาท          

4 ก.ย.68   โอนเงิน 400,000 บาท          

5 ก.ย.68   โอนเงิน 300,000 บาท          

8 ก.ย.68   โอนเงิน 300,000 บาท          

10 ก.ย.68 โอนเงิน 450,000 บาท          

รวมยอดเงินที่เสียไป 4,950,000 บาท

อย่างไรก็ตาม ที่น่าตกใจ คือ แม้มีตำรวจไปแจ้งเตือนถึงที่พัก  แต่เหยื่อผู้สูงอายุกลับไม่เชื่อในทันที ต้องใช้การพาตัวมาเจรจาทำความเข้าใจ

ภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจตามไปถึงหน้าบ้านและพยายามเจรจา แจ้งว่ากำลังถูกมิจฉาชีพหลอกในขณะที่เหยื่อกลับไม่เชื่อตำรวจจริงที่เห็นกับตา สะท้อนว่าไม่ง่ายกับการทำให้ผู้สูงวัย รู้เท่าทันแก๊งมิจฉาชีพ และนี่เป็นเพียงเคสที่ปรากฏเป็นข่าวเท่านั้น

สำหรับแผนประทุษกรรมของมิจฉาชีพแก๊งนี้จะใช้วิธีสุ่มโทรศัพท์หาประชาชน อ้างมาจากเครือข่ายสัญญาณโทรศัพท์เจ้าดัง  ระบุมีคนนำชื่อเหยื่อมาแจ้งความว่าได้เปิดเบอร์โทรศัพท์ไว้ ก่อนออกอุบาย ขอแอดไลน์ส่วนตัว จากนั้นแอบอ้างเป็นตำรวจ แจ้งมีคดีติดตัว เสี่ยงถูกดำเนินคดีฟอกเงิน ต้องโอนเงินมาให้ตรวจสอบ จนเหยื่อหวาดกลัวทำตาม

แม้จะสามารถเข้าถึงตัวเหยื่อได้เร็วและอายัดได้ทันแต่ก็ไม่ได้คืนทั้งหมด เนื่องจากมีการโอนเงินต่อเนื่องมาแล้วหลายวัน แต่ยังถือว่าโชคดี เพราะหากไม่รู้ตัวก่อน เหยื่อก็จะยังคงถูกหลอกโอนเงินจนหมดตัว

ขณะอีกรายเป็นกรณี ผู้สูงวัย อายุ  79 ปี เกิดขึ้นท้องที่ สภ.บ้านบึง จ.ชลบุรี เจ้าหน้าที่ธนาคารพบข้อสงสัยผู้สูงอายุต้องการถอนเงินสูงผิดปกติ  จึงแจ้งตำรวจช่วยเหลือ จนสามารถหยุดความเสียหายที่กำลังจะเกิดขึ้นได้

ก่อนไล่เรียงเหตุการณ์ทราบว่าก่อนหน้าเหยื่อสูงวัยรายนี้ โอนเงินให้มิจฉาชีพไปแล้วถึง 4,000,000 บาท และกำลังจะมาโอนเพิ่มอีก 3,000,000 บาท

เคสนี้มีการโอนไปแล้ว 2 ครั้ง ในวันที่ 23 ก.ย.68 ครั้งแรกโอนไป 3,000,000 บาท ครั้งที่ 2 โอนไปอีก 1,000,000 บาท ส่วนวันที่ 23 ก.ย. กำลังจะมาถอนเงินเพื่อโอนให้มิจฉาชีพอีก 3,000,000 บาท แต่ถูกช่วยเหลือได้ทัน

รูปแบบการหลอกเคสนี้ยังคงเป็นเรื่องเดิม ๆ เริ่มจากอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือตำรวจ ใช้ข้อมูลส่วนตัวเหยื่อมาสร้างความน่าเชื่อถือ บอกพัวพันคดีร้ายแรง หรือมีหมายจับ ทำให้เหยื่อกลัว จากนั้นหว่านล้อมให้โอนเงินมาตรวจสอบ เมื่อเหยื่อคล้อยตามจะให้ติดต่อผ่านแอปพลิเคชันไลน์ มีการควบคุมความคิด ไม่ให้คุยกับคนอื่น  โดยจะสั่งให้ถือโทรศัพท์ติดตัว  ห้ามวางสาย

จากข้อมูล กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.สอท.) แจ้ง 3 เล่ห์ลวงที่มิจฉาชีพมักใช้หลอกผู้สูงอายุ ประกอบด้วย 1.แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐ แล้วควบคุมโทรศัพท์เพื่อให้โอนเงิน 2.วิดีโอคอลเป็นตำรวจปลอม ขอตรวจสอบเส้นทางการเงิน และ 3.หลอกผู้สูงอายุที่เกษียณอายุราชการแล้ว ให้ลงทุนออนไลน์

การมอนิเตอร์ของหน่วยงาน หรือสถาบันการเงิน เป็นเพียงปลายทางช่วยหยุดความเสียหายลุกลาม สิ่งสำคัญต้นทางปัญหานี้คือ ทำอย่างไรจะตัดโอกาสไม่ให้มิจฉาชีพเข้าถึง ขณะเป้าหมายผู้สูงอายุจำเป็นต้อง “ทันเหลี่ยม” ท่ามกลางทิศทางสังคมผู้สูงอายุ โจทย์การหยุดเหยื่อสูงวัยเป็นประเด็นที่ต้องหามาตรการเข้มข้นมากขึ้นอีก.             

ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน