รัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เดินหน้าเต็มสูบ หลังนำคณะรัฐมนตรี 35 คน ถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเรียบร้อย  โดยได้รับพรจากฟ้า และประกาศทำงานแบบไม่มีวันหยุดเพื่อประชาชน ก่อนประกาศเป้าหมายการทำงาน 4 เดือนเต็ม พร้อมยุบสภาในปลายเดือน ม.ค.69 และจัดการเลือกตั้งช่วงปลาย มี.ค.–ต้น เม.ย.69

สำหรับทิศทางการบริหารประเทศ “อนุทิน” ภายใต้ภารกิจหลัก เริ่มจากภารกิจด้านเศรษฐกิจที่ต้องการลดภาระค่าครองชีพประชาชน ผลักดันโครงการ คนละครึ่ง ลดค่าเดินทาง ขนส่ง และพลังงาน พร้อมทั้งเร่งส่งเสริมพลังงานทดแทนให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น

ภารกิจด้าน “ความมั่นคง” ก็ถูกยกเป็นเรื่องใหญ่ รัฐบาลตั้งเป้ารับมือกรณีพิพาทไทย–กัมพูชา ด้วยการใช้มาตรการทางการทูตควบคู่มาตรการทางทหาร เพื่อปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของประชาชนไทย

ในส่วนของ “ภัยพิบัติและภัยธรรมชาติ” รัฐบาลมุ่งทำระบบเตือนภัยที่ทันสมัย พร้อมแก้ไขกฎระเบียบเพื่อให้เจ้าหน้าที่รัฐทำงานได้คล่องตัว ช่วยเหลือประชาชนได้รวดเร็ว ถูกต้อง และป้องกันการทุจริต

ขณะที่ภารกิจด้าน “ภัยสังคม” คือการกวาดล้างขบวนการค้ายาเสพติด การพนันทุกรูปแบบ สแกมเมอร์ และเครือข่ายฉ้อโกงประชาชน พร้อมใช้มาตรการเด็ดขาดต่อเจ้าหน้าที่ที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่  โดยให้ออกจากราชการไว้ก่อนและดำเนินคดีอาญาทุกกรณี  ที่สำคัญ “นายกฯอนุทิน” ย้ำชัด รัฐบาลจะไม่สนับสนุนการพนัน ไม่มีกาสิโน และไม่ทำให้พนันออนไลน์ถูกกฎหมาย

อีกหนึ่งหมุดหมายที่ต้องผลักดันคือ “การออกเสียงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 เพื่อนำไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผ่านกระบวนการของสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขในบันทึกข้อตกลง (MOA) ระหว่าง “พรรคภูมิใจไทย” และ “พรรคประชาชน”

อย่างไรก็ตาม เส้นทาง 4 เดือนนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะผ่านไปได้ง่าย เพราะเต็มไปด้วยหลุมพรางจุดเสี่ยงสำคัญคือคดีความใหญ่ที่สังคมจับตา ไม่ว่าจะเป็น “คดีเขากระโดง” ที่อยู่ในกำกับกระทรวงมหาดไทย หรือ “คดีฮั้วเลือก สว.” หลังถูกมอง “รมว.ยุติธรรม” ที่กำกับดูแลเป็นสายตรงบุรีรัมย์  ซึ่งหากรัฐบาลเข้าไปแทรกแซงหรือปกป้อง อาจเป็นชนวนล้มทั้งกระดาน อีกทั้งสถานะรัฐบาลเสียงข้างน้อย ทำให้ทุกการเคลื่อนไหวในสภาเสี่ยงพลาดพลั้งได้ทุกเมื่อ

ศึกแรกที่รัฐบาลต้องเผชิญคือ “เวทีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา”  29–30 ก.ย.นี้ แม้ไม่ใช่เวทีชี้เป็นชี้ตาย แต่ฝ่ายค้าน โดยเฉพาะ “พรรคเพื่อไทย” เตรียมขุนพลไว้ เปิดแผล และขยี้ความชอบธรรมของรัฐบาลเต็มที่

ไม่ว่าจะเป็นการตั้งคำถามเรื่องความสอดคล้องของนโยบายกับปัญหาเศรษฐกิจ–สังคมจริงหรือไม่ ตลอดจนคุณสมบัติของรัฐมนตรีบางรายที่ถูกตั้งข้อกังขาเรื่องการถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบ

โดย “เพื่อไทย” ส่ง 4 ขุนพลใหญ่ นำโดย “ชลน่าน ศรีแก้ว” สส.น่าน, “สุทิน คลังแสง” สส.บัญชีรายชื่อ, จาตุรนต์ ฉายแสง” สส.บัญชีรายชื่อ และ “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” สส.เชียงใหม่ ที่มุ่งเจาะลึกทั้งนโยบาย และตัวบุคคลที่มีปัญหา เพื่อทำลายความชอบธรรม

และหากรัฐบาลถูกเปิดบาดแผลเพิ่มในช่วง 1–2 เดือนแรก โอกาสที่ฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจย่อมมีสูง และหากเป็นประเด็นฉาว และ “พรรคประชาชน” หนีไม่พ้นร่วมวงด้วย สถานะรัฐบาลเสียงข้างน้อยอาจถึงทางตันทันที

ทางเลือกของ “นายกฯอนุทิน” มีอยู่ไม่กี่ทาง หากถูกบีบหนักจนถึงขั้นศึกซักฟอก อาจต้องเลือกยุบสภาหนีศึกก่อน เพราะไม่ต้องการเป็น “นายกรัฐมนตรีคนแรก” ที่ตกเก้าอี้

หรือหากสู้ต่อเพราะมั่นใจใน ดีลพิเศษ กับ “พรรคสีส้ม” ที่พร้อมยื่นมือช่วยพยุง ก็อาจผ่านเวทีซักฟอกไปได้  ด้วยข้อแลกเปลี่ยน ช่วยผลักดันการทำประชามติ เพราะแก้รัฐธรรมนูญใหม่ และที่ผ่านมาก็ยังไม่ละเมิด MOA 5 ข้อ

รวมถึงข้อแลกเปลี่ยนเรื่องยื้อคดี 44 สส.ก้าวไกลที่ถูก ป.ป.ช.ตรวจสอบเรื่องมาตรฐานจริยธรรมเป็นเงื่อนไขต่อรองสำคัญ หากดีลนี้เดินหน้าได้จริง โอกาสที่ “รัฐบาลอนุทิน” จะผ่านศึกซักฟอก และอยู่ครบวาระ 4 เดือนก็มีมากพอสมควร.