สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 27 ก.ย. ว่า มาตรการคว่ำบาตรของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่มีต่ออิหร่าน เตรียมกลับมามีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี ตั้งแต่เวลา 00.00 น. ตามเวลามาตรฐานสากลของวันอาทิตย์ที่ 28 ก.ย. (07.00 น. ตามเวลาในประเทศไทย) หลังความพยายามในนาทีสุดท้ายที่นำโดย จีนและรัสเซีย เพื่อขอชะลอการดำเนินการดังกล่าวออกไปอีก 6 เดือน ได้รับเสียงสนับสนุนเพียงสี่เสียง จากที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี)
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นผลจากการที่ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และเยอรมนี ยื่นหนังสือต่อยูเอ็นเอสซี เมื่อเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา กล่าวหาอิหร่านว่า ไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีของข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับปี 2558 ส่งผลให้เกิดการกำหนดกรอบระยะเวลา 30 วัน ในการหาทางออกทางการทูต เพื่อหลีกเลี่ยงการกลับมาใช้มาตรการคว่ำบาตร
All UN sanctions on Iran are set to be reimposed on Saturday after a Russian-Chinese bid to delay them failed at the UN Security Council.
— Al Jazeera English (@AJEnglish) September 27, 2025
The UK, France and Germany pushed to reinstate the sanctions as Tehran warns the West will bear responsibility for any fallout. pic.twitter.com/msOl3XGnbs
หากยังไม่มีการหาทางออกอื่นใดเพิ่มเติมได้อีก มาตรการคว่ำบาตรที่อิหร่านต้องเผชิญอีกครั้ง จะรวมถึง การห้ามค้าอาวุธ การห้ามเสริมสมรรถนะยูเรเนียม การห้ามกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับขีปนาวุธที่มีศักยภาพในการนำส่งอาวุธนิวเคลียร์ การอายัดทรัพย์สินและคำสั่งห้ามเดินทางสำหรับบุคคลและหน่วยงานของอิหร่าน และนานาประเทศสามารถตรวจสอบสินค้าบรรทุกของสายการบินอิหร่านแอร์ และสายการเดินเรืออิหร่าน
ทั้งนี้ มาตรการของยูเอ็นจะมีผลก่อน แล้วจะตามด้วยมาตรการของสหภาพยุโรป (อียู) ในอีกหนึ่งสัปดาห์หลังจากนั้น
ด้านประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ผู้นำอิหร่าน ยืนยันว่า รัฐบาลเตหะรานไม่เคยมีนโยบายแสวงหาอาวุธนิวเคลียร์ และประณามการเคลื่อนไหวของฝ่ายตะวันตก พร้อมทั้งย้ำว่า อิหร่านต้องการหลักประกัน ว่าโรงงานนิวเคลียร์ทุกแห่งจะไม่ถูกโจมตีอีกจากอิสราเอล
ขณะที่นายอับบาส อารักชี รมว.การต่างประเทศอิหร่าน กล่าวว่า สหรัฐเป็นฝ่าย “ทรยศ” ด้วยการถอนตัวออกจากข้อตกลงไปก่อนฝ่ายเดียว เมื่อปี 2561 ตามด้วยการฝังกลบโดยกลุ่ม “อี3” คือ ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร และเยอรมนี พร้อมทั้งย้ำว่า การเจรจากับสหรัฐเกี่ยวกับเรื่องนี้ “ถึงทางตันแล้ว”.
เครดิตภาพ : AFP



