เมื่อวันที่ 29 ก.ย. ที่รัฐสภา นายวราวุธ ศิลปอาชา สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) กล่าวอภิปรายนโยบายรัฐบาลตอนหนึ่งว่า ตนได้ฟังสิ่งที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พี่ชายที่รักของตนแถลงไปแล้ว ในภาพรวมเข้าใจว่าทำไมนโยบายรัฐบาลมีไม่มาก และนโยบายสั้น เพราะระยะเวลาไม่นาน 4 เดือนแล้วจะยุบสภา แต่หัวใจสำคัญคือ เชื่อว่าด้วยนโยบายของนายกฯ และคณะรัฐมนตรีทั้งหลายจะสามารถทำแผนวางโครงสร้างพื้นฐานให้ประเทศ ตนขอเสนอแผนเผชิญวิกฤติหลายด้านทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมที่ต้องเชื่อมโยงไม่แยกส่วน แต่การเขียนนโยบายไม่ครอบคลุมทุกกระทรวง จะทำให้รัฐมนตรีแต่ละกระทรวงจะทำงานลำบาก เพราะนโยบายที่จะมอบให้ข้าราชการแต่ละกระทรวงอาจะไม่ได้ประกาศในนโยบายรัฐบาล นอกจากนี้รัฐมนตรีต้องวางแผนการเปลี่ยนผ่านการทำงานในหน่วยงานของตัวเองให้ทันกับเทคโนโลยีใหม่ที่เปลี่ยนแปลงเร็ว
นายวราวุธ กล่าวว่า ในด้านเศรษฐกิจ ตนเห็นด้วยว่าต้องเพิ่มรายได้ ลดรายจ่ายของประชาชน แต่ต้องไม่ลืมลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ของรัฐด้วย เพราะจะทำให้รัฐบาลมีเงินมาดูแลประชาชนกว่า 65 ล้านคน โดยต้องเปลี่ยนวิธีคิด อย่างการโฆษณาผ่านยูทูบที่ได้รับความนิยม แต่การเก็บภาษีกับบริษัทที่รับโฆษณา แต่ไม่สะท้อนรายได้จริง จึงอาจเปลี่ยนวิธีคิด อาจแก้กฎหมาย หรือออกประกาศของกรมสรรพากรให้ผู้ลงโฆษณาในยูทูบต้องส่งสัญญาจ้างมาให้สรรพากรเพื่อให้ทราบข้อมูลและเก็บภาษีได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย อย่างไรก็ตาม สรรพากรต้องทำตัวเป็นมิตรกับหน่วยงานด้วย ไม่ใช่ตั้งหน้าตั้งตาจะเก็บแต่ภาษีให้ได้ตามเป้า แต่ต้องแนะนำ อะลุ้มอล่วยเพื่อให้หน่วยงานและยินยอมชำระภาษี
นายวราวุธ กล่าวต่อว่า ส่วนการลดรายจ่ายภาครัฐ คือนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค รักษาทุกที่ ที่ทำให้ประชาชนเข้าถึงระบบบริการสาธารณสุขเป็นลำดับต้นๆ ของโลก แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการที่ภาครัฐต้องนำเงินภาษีจำนวนมากปีละกว่าแสนล้านบาทมาใช้ส่วนนี้ ดังนั้นหากรัฐบาลลองเปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนวิธีทำ เปลี่ยนผลลัพธ์ หากประชาชนมีสุขภาพแข็งแรง ไม่ป่วย เงินค่าใช้จ่ายที่เตรียมไว้กว่าแสนล้านบาทสำหรับการรักษานั้น ก็จะสามารถเอาไปใช้พัฒนาประเทศในมิติอื่นได้ ดังนั้นการทำให้ประชาชนไม่เจ็บป่วยจึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งพรรคชาติไทยพัฒนาเคยเสนอแนวคิด “แข็งแรง สุขภาพดี มีรางวัล” เพื่อจูงในให้ประชาชนรักษาสุขภาพ ช่วยประหยัดงบฯ ประเทศ เพื่อให้รัฐบาลสามารถนำเงินนี้ไปพัฒนาประเทศด้านอื่นโดยไม่ต้องไปขึ้นภาษี สร้างภาระให้ประชาชนอีก
นายวราวุธ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ข้อมูลสภาพัฒน์ ปี 2567 คนไทยจนเพิ่มขึ้น 3.43 ล้านคน หรือเกือบ 5% ของประชากร สูงกว่าปี 2566 ซึ่งคนจนส่วนใหญ่อยู่ภาคเกษตร ต้องระวัง เพราะกลุ่มเปราะบาง คนสูงอายุที่สูงขึ้นทุกปี พรรคชาติไทยพัฒนาไม่สนับสนุนนโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่เน้นการแจกอย่างเดียว แต่ต้องพัฒนาผลิตภาพ ผลิตผลของคนไทย ให้ประชาชนตระหนักสาเหตุการยากจน เรื่องการท่องเที่ยวต้องการนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง มีคุณภาพมากกว่าจำนวน เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวยั่งยืน
นายวราวุธ กล่าวอีกว่า ในด้านสิ่งแวดล้อม และภัยพิบัติ PM2.5 ปัญหาหมอกควันข้ามแดน ขยะล้นเมือง ตนมีข้อเสน เช่น การแก้ปัญหา PM2.5 ซึ่งสาเหตุหนึ่งมาจากปัญหาไฟป่าซึ่งส่วนใหญ่เกิดที่ป่าสงวน ป่าอุทยานแห่งชาติ แต่ภารกิจการดับไฟป่าถูกถ่ายโอนจากกรมป่าไม้ไปที่ท้องถิ่น ดังนั้นฝากท่านนายกฯ ให้คืนภารกิจการดับไฟป่าให้กรมป่าไม้ จะได้มีการจัดหากำลังคน งบฯ อุปกรณ์ดับไฟป่าที่เป็นต้นตอ PM2.5 ได้ และดันพ.ร.บ.อีกหลายตัวเพื่อจัดการขยะต่างๆ รวมถึงขยะอิเล็กทรอนิกส์ กฎหมายเอื้อการซื้อคาร์บอนเครดิต
นายวราวุธ กล่าวด้วยว่า สิ่งสำคัญที่สุดที่ตนอยากจะฝากไปถึงนายกรัฐมนตรีคือการที่จะเริ่มแก้ไขยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พรรคชาติไทยก่อนที่จะมาเป็นพรรคชาติไทยพัฒนา ในปี 2538 นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยในขณะนั้น ได้ฝากมรดกชิ้นสำคัญให้พี่น้องประชาชนคนไทยคือ รัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งได้รับการขนานนามให้เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดของประเทศไทย รัฐธรรมนูญดังกล่าวมีที่มาจากการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่ครอบคลุมมาจากพี่น้องประชาชนทุกกลุ่มสาขาอาชีพ มีทั้งการคัดเลือกกันเองในกลุ่มอาชีพ และการเลือกตั้งจากทุกจังหวัด จึงเป็นเหตุให้เป็นรัฐธรรมนูญที่มีความสมบูรณ์ที่สุด จึงขอฝากนายกรัฐมนตรีให้ลองพิจารณาแนวทางที่พรรคชาติไทยในขณะนั้นได้ดำเนินการเอาไว้ เพื่อเป็นจุดเริ่มการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้มั่นคงของประเทศไทย ทั้งนี้ อะไรที่ดีอยู่แล้ว ขอให้นายกรัฐมนตรีได้ทำต่อ อะไรที่จะต้องปรับแก้ ปรับปรุง ที่จะทำแล้วคนไทยมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ขอให้เร่งทำ ที่สำคัญ ถ้าไม่เปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำ ที่สุดก็ได้ผลลัพธ์เหมือนเดิม ไม่ว่าจะมีเวลา 4 ปี หรือ 4 เดือนก็ตาม.



