นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ผมเห็นภาพโปสเตอร์ไทยเบฟรวมภัยต้านภัยหนาวปีที่ 26 ซึ่งเป็นรอยยิ้มของผู้ที่ได้รับผ้าห่มผืนเขียว 3 ท่านบนยอดภูหนอง ทิวทัศน์เบื้องล่างเป็นหมู่บ้านโนนสว่าง ต.บ้านม่วง อ.สังคม จ.หนองคาย ทำให้นึกถึง บทกวีของหลวงวิจิตรวาทการ ที่ว่า “เป็นการง่ายยิ้มได้ไม่ต้องฝืน เมื่อชีพชื่นเหมือนบรรเลงเพลงสวรรค์ แต่คนที่ควรชมนิยมกัน ต้องใจมั่นยิ้มได้เมื่อภัยมา” ทำให้นึกถึงเมื่อครั้งเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี ซึ่งรับผิดชอบตัวชี้วัดหนึ่งที่เป็นคำถามว่า “เมื่อคุณคิดว่าตอนที่คุณลำบาก หมดหวัง ท้อแท้ คุณเชื่อไหมว่าจะมีคนช่วยเหลือคุณ”

ทั้งนี้ในวันนั้น “คนสิงห์บุรีทั้งหมด” เชื่อว่าจะมีคนช่วยเหลือเขา เพราะเขามีเพื่อนบ้านที่ดี มีหน่วยงานราชการ ภาคเอกชนที่พร้อมสนับสนุนเขา จึงเป็นที่มาว่า “สิงห์บุรีเป็นจังหวัดที่มีความสุขที่สุดในประเทศไทย” เฉกเช่นน้องทั้ง 3 ท่านในภาพนี้ที่ได้รับการช่วยเหลือจากไทยเบฟในห้วง 26 ปี เพราะทุกปีภัยหนาวมันก็จะเป็นวงจรของประเทศไทยเรา และหากมีคนยืนอยู่เคียงข้างเขาและช่วยเหลือเขา ก็จะทำให้เขามีความสุข
“ความร่วมมือนี้จะไม่จบแค่ปีที่ 26 และจะมีปีที่ 27 28 29 และจะอยู่ชั่วฟ้าดินสลาย ซึ่งพวกเราทุกคนทราบถึงในความปรารถนาดีอันมีจุดเริ่มต้นจากคุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี ผู้มีความตั้งใจอย่างดียิ่งในการสนับสนุนกลไกภาครัฐช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยหนาว โดยกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นส่วนราชการใกล้ชิดกับประชาชนจะรับมอบและส่งมอบผ้าห่ม 2 แสนผืนต่อปีนี้ ที่เป็นผ้าห่มทำจากวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะทำจากขวดพลาสติกรีไซเคิล ทำให้ขยะไม่รกโลก เพราะได้นำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ส่งให้ถึงมือพี่น้องประชาชนกลุ่มเป้าหมายอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยในฐานะหน่วยงาน “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ขอขอบคุณบริษัทไทยเบฟเวอเรจอีกครั้งหนึ่งที่กรุณาสนับสนุนภาครัฐในการแก้ไขปัญหาผู้ประสบภัยหนาวมาเป็นเวลา 26 ปี” นายอรรษิษฐ์

นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในนามของท่านประธานเจริญ สิริวัฒนภักดี พวกเราทุกคนเล็งเห็นถึงสภาพปัญหาจากภาวะโลกร้อนที่ทำให้เกิดความผันผวนของสภาวะอากาศอย่างรุนแรง ซึ่งประเทศไทยต้องเผชิญวิกฤตภัยพิบัติ รวมถึงภัยหนาวที่กำลังจะส่งผลกระทบกับประชาชนในช่วงปลายปีนี้
พวกเรากลุ่มบริษัทไทยเบฟเวอเรจ ได้ระลึกถึงปณิธานอันสำคัญยิ่งของคุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี ที่เมื่อปี พ.ศ. 2543 หรือ 26 ปีก่อนท่านได้กล่าวไว้ว่า “คนไทยให้กันได้” จึงเป็นที่มาของการดำเนิน “โครงการไทยเบฟ…รวมใจต้านภัยหนาว” ตลอดระยะเวลา 26 ปี โครงการ “ไทยเบฟ…รวมใจต้านภัยหนาว” ได้ส่งมอบผ้าห่มผืนเขียวกว่า 5.2 ล้านผืน เพื่อมอบรอยยิ้ม และความอบอุ่นสู่พี่น้องผู้ประสบภัยหนาว พร้อมทั้งขยายความ ช่วยเหลือในด้านอื่น ๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ ทั้งอาหาร น้ำดื่ม เครื่องอุปโภคบริโภค ตลอดจนการดูแลและส่งเสริมด้านสาธารณสุข การศึกษา กีฬา ศิลปวัฒนธรรม และการพัฒนาชุมชน เพื่อเสริมสร้างอาชีพรายได้ และความมั่นคงแก่ชุมชนอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตามไทยเบฟฯ ยังมุ่งมั่นดำเนินงานตามแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยในปี 2563 ได้เริ่มผลิต “ผ้าห่มผืนเขียวรักษ์โลก” จากขวดพลาสติกที่ทำจากเม็ดพลาสติกรีไซเคิล หรือ IPET ภายใต้ “โครงการเก็บกลับ-รีไซเคิล” ของ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ รีไซเคิล จำกัด โดยยังคงคุณภาพความนุ่ม และความอบอุ่นของผ้าห่มเหมือนเช่นเคย โดยปัจจุบันสามารถเก็บกลับคืนขวดพลาสติกสู่ระบบรีไซเคิลได้แล้วกว่า 45 ล้านขวด พร้อมกับส่งมอบผ้าห่มผืนเขียวรักษ์โลกไปแล้วจำนวน 1.2 ล้านผืน โดยผ้าห่ม 1 ผืนเทียบเท่ากับการรีไซเคิลขวดพลาสติกจำนวน 38 ขวด”
“ผมขอขอบพระคุณทุกภาคส่วน ที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของปณิธานแห่งการ “ให้” ได้แก่บริษัท เคพีเอ็มจี ภูมิไชย สอบบัญชี จำกัด, มูลนิธิโรงพยาบาลสวนดอก, โรงพยาบาลรวมแพทย์ยโสธร, บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), บริษัท เบอร์ลี้ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน),บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน), บริษัท เอฟแอนด์เอ็น ยูไนเต็ด จำกัด, บริษัท เอฟแอนด์เอ็นแดรี่ส์ (ประเทศไทย) จำกัด และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขอขอบพระคุณกระทรวงมหาดไทย ที่ได้ให้ความกรุณาสนับสนุนโครงการ “ไทยเบฟ…รวมใจต้านภัยหนาว” ให้ได้ร่วมแบ่งปันรอยยิ้ม และส่งมอบความอบอุ่น เคียงข้างพี่น้องชาวไทยตลอดมา เราเชื่อว่า โครงการ “ไทยเบฟ…รวมใจต้านภัยหนาว” จะทำให้ความตั้งใจของพวกเราดังคำกล่าวที่ว่า “มากกว่าความอบอุ่นคือสังคมแห่งการให้ที่ยั่งยืน” เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมถาวร ทำให้ประชาชนผู้ทุกข์ยากและประสบภัยหนาว ได้มีความอบอุ่น และความสุขที่ยั่งยืนตลอดไป” นายฐาปน

สำหรับ 15 จังหวัดกลุ่มเป้าหมายมอบผ้าห่มตามโครงการ “ไทยเบฟ…รวมใจต้านภัยหนาว ปีที่ 26 นี้ ได้แก่ จังหวัดกำแพงเพชร ชัยภูมิ เชียงราย เชียงใหม่ นครราชสีมา บุรีรัมย์ พะเยา พิจิตร ยโสธร ลำปาง ลำพูน ศรีสะเกษ สุรินทร์ อุบลราชธานี และอำนาจเจริญ



