เมื่อวันที่ 29 ก.ย. เวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมรัฐสภา มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณาเรื่องด่วนคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญ โดยมีคณะรัฐมนตรี สส. สว. เข้าร่วมประชุมอย่างคึกคัก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย นำทีม ครม.เข้าแถลงนโยบายรัฐบาล นายกฯ กล่าวตอนหนึ่งว่า รัฐบาลกำหนดนโยบายสำคัญแก้ปัญหาเร่งด่วนประเทศ เพื่อคืนความเชื่อมั่นและความสุขให้คนไทย อาทิ

แก้ปัญหาหนี้สินภาคประชาชนรายบุคคลในระบบ รายละไม่เกิน 1 แสนบาท เพิ่มสภาพคล่องผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม รายละไม่เกิน 1 ล้านบาท ควบคู่กับการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้ลูกหนี้ที่มีวินัยชำระหนี้สม่ำเสมอ ฟื้นความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยว ให้ประชาชนมีส่วนร่วมตัดสินใจ ให้ความเห็นการยกเลิกบันทึกเอ็มโอยูไทย-กัมพูชา ปราบการพนันผิดกฎหมายทุกรูปแบบอย่างจริงจัง ไม่สนับสนุนการประกอบธุรกิจพนันทุกชนิดให้เป็นธุรกิจถูกกฎหมาย ไม่สนับสนุนเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ที่มีธุรกิจพนัน รวมถึงการพนันที่แฝงมาในรูปกีฬา อาทิ โป๊กเกอร์

จะแก้ไข พ.ร.บ.การพนัน เพื่อควบคุมและลดการอนุญาตการเล่นการพนันให้มากที่สุด จะผลักดันแนวนโยบายแห่งรัฐและยุทธศาสตร์ชาติ 6 ด้าน ในการบริหารราชการแผ่นดินอย่างต่อเนื่อง อาทิ การให้คนไทยทุกช่วงวัย ทุกกลุ่มเข้าถึงสิทธิการศึกษา ระบบสาธารณสุขอย่างทั่วถึง เท่าเทียม ใช้งบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง เน้นการบริหารงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 เป็นหลัก จะใช้จ่ายงบประมาณด้วยความรอบคอบ

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวอภิปรายนโยบายรัฐบาล โดยยกเหตุการณ์รัฐประหารบ่อยครั้ง นายกฯ ถูกจัดการด้วยนิติสงคราม ซึ่งมีความหวังให้รัฐธรรมนูญใหม่ถูกออกแบบโดยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ฝากให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาที่ตกค้างจากรัฐบาลชุดก่อนหลายเรื่อง

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นอภิปรายว่า นี่เป็นรัฐบาลเฉพาะกิจ เราไม่เห็นด้วยในการสร้างประเพณีนี้ในระบบรัฐสภาไทยต่อรัฐบาลเสียงข้างน้อย จริงอยู่ที่ทั่วโลกก็มีเช่นกัน แต่ต่างกันกับเรา การเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย จะได้รับความไว้วางใจให้ทำงานแค่นี้ เขามีภารกิจเฉพาะ ออกนโยบายเฉพาะกิจ ทำตามบทเฉพาะกาล ข้อตกลงตาม MOA เขียนปรากฏชัดในนโยบายแต่ขยัก เป็นห่วงว่าจะเบี้ยวเรื่องทำรัฐธรรมนูญใหม่
“การเปิดตัว ครม.ที่มาจากคนนอกอย่างสวยงาม ทุกคนร้องว้าวหมด แต่นโยบายรัฐบาลแถลงต่อรัฐสภา มันจะเป็นปัญหาที่เข้าขั้นหายนะ ถ้าทำไม่ได้ 4 เดือนที่จะยุบสภา มันนำมาซึ่ง 4 เดือนแห่งการยุบคดี มีนโยบายเพื่อการสืบทอดอำนาจ แล้วอนาคต 4 ปี การกัดกร่อนประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาจะรุนแรงมาก หากรัฐธรรมนูญจะถูกยกร่างด้วยสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มาจากสีน้ำเงินทั้งหมด ซึ่งเกิดขึ้นได้โดยไม่ใช่เรื่องยาก ภาคประชาชนประกาศชัดว่าหาก ส.ส.ร. และรัฐธรรมนูญเป็นสีน้ำเงิน จะรณรงค์ทั่วประเทศให้ไม่ผ่านประชามติ ก็จะไปเข้าทางผู้ไม่ต้องการแก้รัฐธรรมนูญ สุดท้ายก็อ้างว่าประชาชนไม่เอา ก็คือไม่ต้องแก้รัฐธรรมนูญ ขบวนการก็จะวนแล้วอีก นี่คืออนาคตที่เราจะเจอ”

“หายนะหนึ่งของคนไทย คือ โอกาสของประชาชนชาวไทย นโยบายดีๆ ปัดตกปัดทิ้งหมด โดยเฉพาะนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย 4 หายนะดังกล่าว ขอให้ติดตามใน 2 วันนี้ การแสวงหาที่มาของ สส.ที่ไม่ต้องดูด เพราะไหลเข้า ต้องยอมรับว่าทำการแบบเหนือชั้นมาก ทุกคนไหลเข้า ก้มหัวให้หมด เพราะเขารู้ว่าอยู่แล้วปลอดภัย ได้มาเป็นรัฐบาลแน่ในปีข้างหน้า มีนักวิชาการบอกว่า ผู้นำจิตวิญญาณทั้งสีน้ำเงิน สีแดง และสีส้ม หมายเลข 1 ที่ฉลาดปราดเปรื่องหลักแหลม ยุทธศาสตร์ล้ำลึก คือผู้นำสีน้ำเงิน 4 เดือนที่ทำ ท่านจะได้ 4 ปี แต่จะกินรวบประเทศไทย เราจะยอมหรือไม่ ที่อำนาจ สส. สว. องค์กรอิสระ อำนาจราชการเป็นสีน้ำเงิน ทั้งประเทศน้ำเงินทั้งหมด”

นายอนุทิน ชาญวีรกูล ลุกขึ้นชี้แจงว่า ไม่ต้องกังวลพรรคใดทำแล้วจะได้คะแนนนิยมมากว่า ขอให้มั่นใจว่า ทุกคนในรัฐบาลมีฝีมือ และโปร่งใส ประชาธิปไตยคือ เคารพเสียงส่วนใหญ่ ไม่เอาแต่ใจ รัฐบาลจะวางรากฐานแบบอย่างที่ดีให้อนาคตประชาธิปไตยสดใส ขอให้นับวันที่ 1 ต.ค.เป็นวันแรก และวันที่ 31 ม.ค. 69 ยุบสภาแน่นอน แม้เป็นรัฐบาลเฉพาะกิจ แต่จะมาแก้ปัญหาความเสียหายประเทศจากรัฐบาลที่แล้วมา จะทำทุกอย่างเพื่อเรียกเกียรติภูมิประเทศ ขวัญกำลังใจ ความปลอดภัยของประชาชนกลับมาสู่คนไทยใน 4 เดือน มั่นใจว่าทำได้ ต้องไม่เปรียบเทียบกัน
“อย่าคิดว่าตัวเองทำไม่ได้ คนอื่นก็ทำไม่ได้ นพ.ชลน่าน อยู่กระทรวงสาธารณสุข 7 เดือน ผมก็อยู่ 7 เดือน ทำอะไรได้มากมาย มีบทบาทมากกว่าที่ท่านดำรงตำแหน่งอยู่ รัฐบาลนี้ยกเลิกกาสิโน ไม่มอมเมาประชาชนด้วยการพนัน จนถูกเชิญออกจากรัฐบาล เพราะไม่เห็นด้วยแนวทางรัฐบาลขณะนั้น ผมเคารพศรัทธานโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค แต่ 30 บาทรักษาทุกที่ เป็นของนายอนุทิน ไม่ใช่ นพ.ชลน่าน (นายอนุทินเริ่มโครงการตอน 1 พ.ย.2563 นำร่องในกรุงเทพฯ) แต่เสียดายรัฐบาลชุดที่แล้วเอาฟอกไตฟรีทั้งหมดออกไป เหลือแค่บางส่วน ภายใน 2 เดือนนี้ รมว.สาธารณสุข ต้องเอากลับมา หากทำไม่ได้จะไปเป็น รมว.สาธารณสุขเอง” นายอนุทิน กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 30 ก.ย.นี้จะประชุม ครม.นัดแรกที่รัฐสภา เวลา 18.00 น. คาดว่าวาระ ครม.จะมีการพิจารณาอนุมัติงบประมาณสำหรับโครงการคนละครึ่ง เนื่องจากปีงบประมาณ 2568 จะสิ้นสุดในวันที่ 30 ก.ย.นี้

นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวตอบในที่ประชุม เรื่องการทำประชามติว่า ประชามติที่รัฐบาลนี้จะทำในวันเดียวกับวันเลือกตั้ง สส. เป็นการลงประชามติ 2 เรื่องเท่านั้น คือ 1.ประชาจะเห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และ 2.ประชาชนจะเห็นชอบกับวิธีการเนื้อหาสาระที่รัฐสภาทำร่างรัฐธรรมนูญมาแล้ว ตามมาตรา 256 อนุมาตรา 1–6 หรือไม่ ไม่ลงไปถึงเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นหน้าที่ของ ส.ส.ร.ที่มาจาก หมวด 15/1 จะเขียนอะไร แต่ที่แน่ๆ พรรคภูมิใจไทย และพรรคใหญ่อีกพรรค จะไม่แตะ หมวด 1 หมวด 2
ส่วนประชามติว่าจะยกเลิก MOU ไทย–กัมพูชา หรือไม่นั้น การทำประชามติแต่ละครั้ง กกต. บอกต้องใช้เงิน 6,000 ล้านบาท รัฐบาลจึงจะจัดทำประชามติพร้อมกับการเลือกตั้ง สส.หลังการยุบสภา ดังนั้น ในการเลือกตั้ง สส.ที่จะเกิดขึ้นหลังจากยุบสภา ประชาชนจะได้บัตร 4 ใบ คือ 1.บัตรเลือก สส.เขต 2.บัตรเลือก สส.บัญชีรายชื่อ 3.บัตรการลงประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญ และ 4.บัตรที่จะสอบถามประชาชนว่าจะให้ยกเลิก MOU ไทย-กัมพูชาหรือไม่ รัฐบาลเฉพาะกิจไม่ควรตัดสินใจด้วยตัวเอง แต่ควรขอฉันทานุมัติจากประชาชน
ที่สมาชิกบางท่านพูดถึงการอย่าเล่นพรรคเล่นพวก โดยเฉพาะเรื่องการแต่งตั้ง ความจริงรัฐบาลรักษาการที่แล้ว ลงมติตั้งอธิบดีหลายกรม ลงมติตั้งตำแหน่งบริหารหลายตำแหน่ง เมื่อนายอนุทิน ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกฯ ก็ยืนยันเรื่องการแต่งตั้งผู้บริหาร ที่แต่งตั้งโดยรัฐบาลรักษาการที่แล้วไปทุกตำแหน่งเกือบ 10 ตำแหน่ง การเริ่มต้นรัฐบาลนี้ รัฐบาลไม่มีเจตนาดึงกลับมา แล้วเอาพรรคพวกตัวเองเสียบไปใหม่ หรือยกเลิกมติ ครม.เดิม

“..คงทำให้ท่านอุ่นใจได้ระดับหนึ่ง ในเรื่องที่ท่านฝากว่าอย่าแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม เมื่อนายกฯ มาชวนผมให้เข้าร่วม ครม. ผมก็เรียนว่าเรื่องไหนที่เป็นอยู่ในเวลานี้ เช่น เรื่อง สว. เรื่องเขากระโดง และเรื่องขององค์อิสระและกระบวนการยุติธรรม ขอให้ปล่อยไปตามกระบวนการยุติธรรมที่ควรจะเป็น นายกฯ ก็รับปาก..” นายบวรศักดิ์ กล่าว
เริ่มเกิดความวุ่นวายในการประชุม เมื่อ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ อภิปรายนโยบายรัฐบาลมีเนื้อหาพาดพิงถึงปัญหาที่ดินเขากระโดง และ ฮั้ว สว. ทำให้เกิดความวุ่นวายตอบโต้กันไปมาระหว่าง สส. เพื่อไทย ประชาชาติ และภูมิใจไทย

นายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.มหาดไทย ชี้แจงถึงกรณีที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง พาดพิงเรื่องเขากระโดง ว่า ที่ดินเขากระโดง มี 3 คดีที่ตัดสินไปแล้ว และตามคำพิพากษาของศาลฎีกาไม่มีการตัดสินให้เป็นที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เพราะเป็นกรณีของการออกเอกสารสิทธิ รฟท.คัดค้านการออกเอกสารสิทธิเท่านั้น ทุกคดีที่เกี่ยวกับที่ดินเขากระโดงที่ออกโฉนดไม่ได้ กรมที่ดินได้ดำเนินการยกเลิกคำขอการออกโฉนดตามคำพิพากษาแล้ว
กรณีที่มีข้อพิพาทกับประชาชนที่มีโฉนด ทุกคดี กรมที่ดินดำเนินการตามคำพิพากษาของศาล แต่ไม่ได้หมายความว่า ศาลตัดสินให้ที่ดินทั้งหมดเป็นของ รฟท. ส่วนการดำเนินการตามมาตรา 61 เรื่องการเพิกถอนที่ดินที่มีโฉนดกรรมสิทธิ์ สามารถเพิกถอนได้ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 แต่คำพิพากษาอื่นๆ ให้สั่งตั้งกรรมการสอบสวน ดังนั้นต้องตั้งกรรมการตามกฎหมายก่อน
มติของกรรมการตามมาตรา 61 เพิกถอนไม่ได้ รฟท. ต้องไปฟ้องเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ รัฐบาลชุดที่ผ่านมา ตั้งคณะกรรมการเพิกถอนโฉนดจำนวน 995 แปลง แต่ปัจจุบันยังไม่มีการเพิกถอน และในยุคนี้ จะได้เน้นย้ำให้กรมที่ดินดำเนินการไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา นายจุลพงศ์ อยู่เกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. อภิปรายถึงกรณีคดีที่ดินเขากระโดงว่า กรมที่ดินกำลังรอศาลปกครองว่าจะสั่งให้กรมที่ดินต้องเพิกถอนทั้ง 995 แปลง หรือบางแปลงทันที ถ้าศาลปกครองสั่งให้กรมที่ดินตั้งกรรมการเพื่อเพิกถอนโฉนด มันก็จะวนไปเหมือนเดิมอีก ระหว่างกรมที่ดินรอคำสั่งจากศาลปกครอง ขอเสนอให้นายกฯ และ รมว.คมนาคม แทนที่จะสั่งฟ้องเหมาเข่งทีเดียว 900 กว่าแปลง ก็ให้ รฟท. ฟ้องเพิกถอนโฉนดบางแปลงที่ชัดเจนแล้วว่าเป็นที่ดินรถไฟแน่นอน 100% ก่อน รฟท. สามารถฟ้องได้เลยทันทีภายใน 4 เดือนนี้ โดยเฉพาะแปลงที่ 3466 , 8564 ที่เป็นจุดเริ่มต้นมหากาพย์เขากระโดง
มีเอกสารเผยแพร่ว่า นายจุลพงศ์ อยู่เกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ทำหนังสือถึง นายเนวิน ชิดชอบ และครอบครัว เพื่อขอโทษและแสดงความรับผิดชอบต่อการอภิปรายที่ดินเขากระโดง ที่ได้อภิปรายในสภาฯ เพื่อลงมติไม่ไว้างใจนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 มี.ค.68 ว่า เนื้อหาที่พาดพิงถึงครอบครัวตระกูล ชิดชอบ เกี่ยวกับที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ เป็นข้อมูลเท็จ เนื้อหาที่ใช้อภิปรายเป็นไปตามสคริปต์ที่ทีมงานจัดทำให้ โดยตนเองเป็น สส.สมัยแรก และ ประมาทเลินเล่อไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง และแผนที่ที่ได้รับจาก รฟท. อย่างละเอียด จึงหลงเชื่อว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง
หลังจากที่ได้รับทราบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานจากผู้รับมอบอำนาจ และทนายความของนายเนวิน ชิดชอบ เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.68 จึงได้เข้าใจอย่างชัดเจนว่า ครอบครัวตระกูล ชิดชอบ มิได้มีเจตนาที่จะครอบครองที่ดินเขากระโดงโดยผิดกฎหมายมาตั้งแต่ต้น และไม่เคยใช้อิทธิพลทางการเมือง บังคับให้หน่วยราชการดำเนินการใด ๆ เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน จึงสำนึกผิดในการกระทำ และยอมรับว่าเนื้อหาการอภิปรายดังกล่าวเป็นข้อมูลเท็จทั้งหมด จึงขอแสดงความสำนึกผิด
“ขอแสดงความเสียใจและขออภัยอย่างสูงต่อ นายเนวิน ชิดชอบ ครอบครัวชิดชอบ ขอบริจาคเงิน10,000 บาท เพื่อเป็นการขอโทษแก่ประชาชนชาวบุรีรัมย์ที่ได้รับผลกระทบจากการอภิปรายของผม รวมทั้งเผยแพร่เนื้อหาตามหนังสือที่ขอโทษบนหน้าเพจเฟซบุ๊ก โดยปักหมุดไว้บนหน้าแรกเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 7 วัน” มีรายงานข่าวอีกว่า หนังสือดังกล่าว ออกมาเมื่อวันที่ 12 ก.ค.68 แต่เพิ่งถูกเผยแพร่วันที่ 29 ก.ย. ทำให้เมื่อเชคหน้าเฟซบุ๊กของนายจุลพงษ์ ไม่พบการปักหมุด



