“ทีมข่าวนวัตกรรมขนส่งเดลินิวส์” รายงานว่า ขณะนี้บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (เคที) กรุงเทพมหานคร(กทม.) ยังคงมีหนี้ค้างชำระบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) หรือบีทีเอสซี ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส เกี่ยวกับค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุง (O&M) ส่วนต่อขยายที่ 1 ช่วงสะพานตากสิน – วงเวียนใหญ่ – บางหว้า และช่วงอ่อนนุช – แบริ่ง และส่วนต่อขยายที่ 2 วงเงินรวมจนถึงปัจจุบันประมาณ 3.5หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น หนี้ค่าจ้าง O&M ตั้งแต่วันที่1 มิ.ย.2564 ถึงวันที่ 20 พ.ย.2565 วงเงินประมาณ 11,811 ล้านบาท(ไม่รวมดอกเบี้ย) ซึ่งบีทีเอสซีฟ้องร้องเป็นหนี้ก้อนที่ 2 โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 29 ก.ย.2568ศาลปกครองกลางตัดสินให้ กทม. และเคที ชำระภายใน 180 วันนับแต่วันที่คดีที่สุดแล้ว

ส่วนค่าจ้าง O&M ที่เหลือ ซึ่งเป็นค่าจ้างเดินรถฯ ตั้งแต่เดือน พ.ย.2565 ถึงเดือน ส.ค.2568อีกประมาณกว่า 2.3 หมื่นล้านบาท (รวมดอกเบี้ย) แบ่งเป็น หนี้ก้อนที่ 3 ค่าจ้าง O&M เดือน พ.ย.2565-ธ.ค.2567 รวมประมาณ 17,596 ล้านบาท และหนี้ก้อนที่ 4 ค่าจ้าง O&M เดือน ม.ค.-ส.ค.2568 รวมประมาณ5,920 ล้านบาท โดยหนี้ก้อนที่ 3 และก้อนที่ 4 บีทีเอสซี ยังไม่ได้มีการฟ้องร้องคดี ซึ่งจากการสอบถามไปยังบีทีเอสซี ให้ข้อมูลว่า หนี้ก้อนที่ 3 และ 4 คงยังไม่มีการฟ้องร้องอีก เพราะเชื่อว่า การที่บีทีเอสซีฟ้องไปแล้ว 2 ครั้ง และศาลฯ ตัดสินผลออกมาเหมือนกันทั้ง 2 ครั้งว่า เคที และกทม. ต้องจ่ายหนี้ให้กับบีทีเอสซี คงจะชัดเจนแล้วว่า จะต้องจ่ายค่าจ้าง O&M ให้กับบีทีเอสซี

บีทีเอสได้รับชำระหนี้จาก กทม. และเคทีในการฟ้องร้องต่อศาลปกครองครั้งแรกแล้ว รวมประมาณ 3.7 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วย หนี้ค่าจ้างติดตั้งงานระบบเดินรถ (ไฟฟ้าและเครื่องกล) (E&M) ส่วนต่อขยายที่ 2 ช่วงแบริ่ง – สมุทรปราการ และช่วงหมอชิต – สะพานใหม่ – คูคต วงเงิน 2.3 หมื่นล้านบาท และหนี้ค่าจ้าง O&M ส่วนต่อขยายที่ 1 และส่วนต่อขยายที่ 2 วงเงิน 1.4 หมื่นล้านบาท โดยบีทีเอสซีได้นำเงินจำนวนนี้ทั้งหมดไปทยอยชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้ของบริษัทฯ อาทิ เงินกู้สถาบันการเงิน และหนี้จากการออกพันธบัตร ส่งผลให้ขณะนี้สภาพคล่องทางการเงินของบริษัทฯ มีความแข็งแกร่งมากขึ้น แต่ก็ยังมีหนี้ที่ต้องชำระอีกจำนวนหนึ่ง

อย่างไรก็ตามเมื่อได้รับชำระหนี้ก้อนที่ 2 จากกทม. และเคที ทางบีทีเอสซี จะนำไปชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้ของบริษัทฯ ในส่วนที่เหลือ และนำไปพัฒนาปรับปรุงงานบริการต่างๆ ต่อไป เพื่อให้ผู้โดยสารได้รับความสะดวก และความปลอดภัยในการเดินทางมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามปัจจุบันปริมาณผู้โดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียว ทั้งสายสุขุมวิท และสายสีลม อยู่ที่ประมาณกว่า 8 แสนคนต่อวัน ยังไม่กลับมาเท่ากับช่วงก่อนเกิดโควิด-19เมื่อปี 2562 ที่มีผู้โดยสารกว่า 1 ล้านคนต่อวัน แต่ในบางช่วงเวลาโดยเฉพาะชั่วโมงเร่งด่วน ผู้โดยสารเริ่มมีความหนาแน่นทั้งบนชานชาลา และภายในขบวนรถ

บีทีเอสซี ยังคงมีแผนจัดหาขบวนรถเพิ่มเติม จากปัจจุบันที่มีอยู่ประมาณ 98 ขบวน 392 ตู้ โดยจะหารือกับเคที และจะเริ่มสั่งซื้อลอตใหญ่ในปีหน้า ส่วนจะจัดซื้อเพิ่มกี่ขบวนอยู่ระหว่างการพิจารณา และคาดว่าจะทยอยรับมอบขบวนรถใหม่ตั้งแต่ช่วงประมาณปี 2572 ทั้งนี้จะเพิ่มจำนวนตู้ต่อขบวนในการให้บริการด้วย จากปัจจุบัน 1 ขบวน มี 4 ตู้ เพิ่มเป็น 6 ตู้ เพื่อให้สามารถรองรับผู้โดยสารได้มากขึ้น และลดแออัด ซึ่งการเพิ่มตู้สามารถดำเนินการได้เลย เพราะชานชาลา และประตูกั้นชานชาลา เตรียมไว้รองรับอยู่แล้ว เหลือเพียงแค่ปรับระบบอาณัติสัญญาณเพิ่มเติมเท่านั้น
อย่างไรก็ตามสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนหลัก ช่วงหมอชิต-อ่อนนุช และช่วงสนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสิน จะสิ้นสุดสัญญาในปี 2572 ส่วนสัญญาการจ้างเดินรถฯ ส่วนต่อขยายที่ 1 และ 2 สิ้นสุดในปี 2585.



