เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 30 ก.ย. ที่ สำนักงานอัยการสูงสุด ศูนย์ราชการฯ อาคารเอ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล ตัวแทนคณะ สว.สำรอง นำเอกสารเดินทางเข้ายื่นคำร้องต่ออัยการสูงสุด และเปิดเผยว่า วันนี้ตนได้รวบรวมเอกสารมาร้องต่ออัยการสูงสุด เนื่องจากเห็นว่าอาจจะมีความผิดของพรรคการเมืองที่มีการล้มล้างการปกครองตามมาตรา 49 หรือไม่ จึงได้นำเอาเอกสารมายื่นต่ออัยการสูงสุด เพื่อให้โปรดพิจารณา กรณี ข้อตกลงแลกโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี หรือ MOA ระหว่างพรรคประชาชน (ปชน.) กับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เข้าข่ายสัญญาทาส ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ เป็นการใช้สิทธิล้มล้างการปกครองฯ มาตรา 49 โดยมีผู้ถูกร้อง ได้แก่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ผู้ถูกร้องที่ 1 และนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

ผู้ถูกร้องที่ 2 พรรคประชาชน ผู้ถูกร้องที่ 3 และพรรคภูมิใจไทย ผู้ถูกร้องที่ 4 เนื่องด้วยตนมองว่า พรรคการเมืองทั้ง 2 พรรค ไม่ได้กระทำการโดยยึดโยงกับประชาชน หรือเป็นประโยชน์กับสาธารณะ แต่เป็นการกระทำเพื่อกลุ่มคนเฉพาะกลุ่มเท่านั้น ไม่ได้มีผลที่จะทำให้คนไทย 70 ล้านคนได้รับประโยชน์จากเรื่องนี้ และมองอีกว่าการกระทำดังกล่าวย่อมส่งผลให้เห็นว่าเป็นการล้มล้างการปกครอง เนื่องจากกฎหมายในรัฐธรรมนูญจะเห็นอยู่แล้วว่า ไม่ต้องการให้พรรคการเมือง หรือบุคคลภายนอกพรรคการเมือง หรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเข้าไปครอบงำหรือแทรกแซงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ในการลงนามดังกล่าว มันเป็นพฤติกรรมที่อาจจะทำให้เกิดความเสียหายกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงส่งผลกระทบในทางที่จะทำให้ประชาธิปไตยของไทยไม่พัฒนา เพราะฝ่ายที่ได้เป็นรัฐบาล เป็นฝ่ายบริหาร เป็นเสียงข้างน้อย ขณะที่ฝ่ายค้านเป็นผู้เสียงข้างมาก ดังนั้น ในฐานะประชาชนจะมั่นใจได้อย่างไรว่าการตรวจสอบถ่วงดุลกันระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายค้านจะทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาให้พี่น้องประชาชนได้มีความเชื่อมั่น เราจะเห็นได้ว่าเรื่องนี้ส่งผลหลายอย่าง ไม่แน่ใจว่าเพื่อประโยชน์ของใครอย่างไร หรือไม่

นายอัครวัฒน์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ จากที่ตนมองเห็นในเรื่อง MOA ฉบับนี้ มันคือการเข้าไปแทรกแซงกันอย่างแน่นอน เนื่องจากฝ่ายค้านซึ่งมีเสียงมากกว่า โดยธรรมชาติแล้วในการปกครองระบอบประชาธิปไตยฯ เราจะเห็นว่าจะต้องเข้าไปเป็นฝ่ายที่ต้องนำพาประเทศชาติบ้านเมืองไปอย่างตรงไปตรงมา แต่จากพฤติการณ์ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการทำ MOA ให้ผู้ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องบริหารราชการแผ่นดินไปในระยะเวลา 4 เดือนแล้วต้องประกาศยุบสภา ตรงนี้เวลาที่เหลืออยู่ มันคือ 1 ปี 8 เดือน แต่การทำแบบนี้มันสร้างความเสื่อมเสียให้กับการปกครอง เพราะทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง เราต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ซึ่งก็คือเงินภาษีของพี่น้องประชาชน และจากการทำสัญญาในครั้งนี้ ตนมองเห็นว่าช่องทางนี้เป็นการกระทำโดยเอาเปรียบพรรคการเมืองอื่นเพื่อหวังผลในการเลือกตั้งครั้งที่จะถึงนี้อย่างไร หรือไม่ ตนเชื่อว่าพี่น้องประชาชนจะตระหนักได้ว่าพฤติกรรมดังกล่าว เป็นพฤติกรรมที่ไม่สมควรที่จะไปบริหารบ้านเมืองโดยการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย โดยมีพรรคฝ่ายค้านเป็นไม้คำให้กับรัฐบาลเพื่อบริหารประเทศชาติบ้านเมือง อย่างไรก็ตาม ตนยังมองด้วยว่ามันจะเกิดการตรวจสอบแบบเหมือนที่เรารู้กันว่าเป็นการเล่นลิเกไปวัน ๆ หรือไม่ แต่ไส้ในเนื้อในเบื้องหลังเป็นการสมคิดหรือเอื้อประโยชน์กันอย่างไร เราเองในฐานะภาคประชาชน และในฐานะ สว.สำรอง ก็ไม่อยากเห็นบ้านเมืองเดินทางมาในลักษณะแบบนี้ มันเป็นเป็นอะไรที่ไม่ชอบธรรม จึงเดินทางมายื่นให้อัยการสูงสุดเร่งพิจารณาในกรอบระยะเวลาที่กฎหมาย ก็คือไม่เกิน 15 วัน แต่ถ้าหากว่าล่วงเลยเวลาไปมากกว่า 15 วัน ราว ๆ วันที่ 16 ต.ค. 68 เราก็พร้อมที่จะเดินทางไปยื่นตรงศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้พิจารณาในเรื่องนี้ ซึ่งสามารถขยายไปในส่วนของการยุบพรรคการเมืองได้ แต่ก็เป็นอำนาจการพิจารณาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

นายอัครวัฒน์ กล่าวต่อว่า ส่วนผลของมาตรา 49 หากดูจากพฤติการณ์ มันก็คือการสมคบคิดกันเพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มันคือการเป็นการเข้าไปก้าวก่าย แทรกแซง สมคิดกันกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ จึงเห็นว่ามันไม่น่าจะเกิดขึ้นกับบ้านเมืองเราในยุคนี้ ซึ่งในวันที่มีการลงนามกัน คือ วันที่ 3 ก.ย. 68 พอลงสัญญากันได้แล้ว ก็มีการเลือกนายกรัฐมนตรีขึ้นในวันที่ 5 ก.ย. 68 ซึ่งผลก็เห็นได้ว่าการบริหารราชการแผ่นดินนั้น บริหารโดยเสียงข้างน้อย โอกาสที่จะนำพาประเทศชาติบ้านเมืองสร้างความเชื่อมั่นให้กับนานาชาติ นักลงทุนต่างชาติ หรือเวทีโลกก็จะไปด้วยความยากลำบาก เพราะเขามองว่ารัฐบาลไทยไม่มีเสถียรภาพ

นายอัครวัฒน์ กล่าวด้วยว่า ส่วนว่าการมายื่นวันนี้เหมือนเป็นการตัดไมตรีกับพรรคประชาชนหรือไม่ หรือว่าไม่ไว้ใจหรือไม่นั้น ตนขอเรียนว่า ในฐานะที่เรามาเป็นสมาชิกวุฒิสภาอันดับสำรอง ฉะนั้น สมาชิกวุฒิสภาต้องเป็นกลางทางการเมือง ไม่ฝักใฝ่พรรคการเมืองใดการเมืองหนึ่งหรือไปรู้เห็นหรือกระทำการใด ๆ กับพรรคการเมือง เราเป็นอิสระ เราเป็นตัวของตัวเอง และในการกระทำความผิด ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับพรรคไหน อย่างไร เราจะละเว้นไม่ได้ เมื่อเราพบเห็น เราก็พร้อมที่จะรีบยื่นมือเข้าไปให้องค์กรที่มีส่วนเกี่ยวข้องมาตรวจสอบ ดังนั้น ผิดก็ต้องว่ากันไปตามผิด เราต้องการความยุติธรรมซื่อสัตย์สุจริตของนักการเมือง แต่ไม่ใช่ว่านักการเมืองจะหากินหรือหวังประโยชน์เฉพาะอำนาจ แต่ไม่ได้เห็นประชาชนเลย เพราะเราเห็นว่าประชาชนจะมีความสำคัญอย่างมากในช่วงการเลือกตั้ง แต่พอเข้าไปมีอำนาจ ก็จะไม่ยึดโยงกับประชาชนแล้ว ทั้งนี้ ตนเรียก MOA นี้ว่ามันเป็นสัญญาทาสระหว่างสองพรรคการเมือง เพราะต่างคนต่างมีผลประโยชน์แอบแฝงต่างตอบแทนกันอย่างไร หรือไม่

นายอัครวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนกรณีที่วานนี้ (29 ก.ย.) สส.พรรคประชาชน ได้มีการอภิปรายเรื่องฮั้ว สว. ในสภานั้น ตนขอเรียนว่า เรื่องการฮั้ว สว. มันผ่านมาแล้วปีกว่า แต่เรายังไม่เคยเห็นแอ็คชั่นที่จะมาตรวจสอบอย่างจริงจัง ทั้งเรื่องเขากระโดง และเรื่องฮั้ว สว. เพราะย้อนไปตั้งแต่สมัยเป็นพรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล พรรคประชาชน พวกเขามีบทบาทในการตรวจสอบอย่างจริงจัง เคยเป็นความหวังของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ตอนเป็นพรรคก้าวไกลก็ได้รับความไว้วางใจให้เป็นพรรคอันดับหนึ่ง แต่พอมาพักหลังเราไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นการเล่นละครตบตาพี่น้องประชาชนหรือไม่ เราจึงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด พร้อมย้ำว่า ตนมาทำเรื่องนี้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่ได้เอนเอียงเพื่อฝักใฝ่พรรคการเมืองใด เพราะในวันข้างหน้า หากเราเป็น สว. หน้าที่ของ สว. คือต้องตรวจสอบฝ่ายบริหาร กลั่นกรองกฎหมาย เราจะไม่ปล่อยปละละเลย ซูเอี๋ยกับใคร พี่น้องประชาชนจะได้มีที่พึ่ง

นายอัครวัฒน์ ระบุถึงความคืบหน้าในคดีฮั้ว สว. ตามกฎหมายเลือกตั้ง ที่อยู่ระหว่างการดำเนินการของ กกต. ว่า ตอนนี้เรื่องก็ผ่านมานานแล้ว ตนไม่แน่ใจว่า กกต. ประวิงเวลาหรือไม่ เพราะคดีนี้มันล่วงเลยระยะเวลาจากกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่มีผู้ร้องเมื่อวันที่ 27 มิ.ย. 67 มาถึงปัจจุบัน ก็ 1 ปี 2 เดือน จนจะเข้าเดือนที่สาม ตนสงสัยว่า กกต. ปฏิบัติตัวตามกฎหมายหรือไม่ ฉะนั้น ตนจึงจะไปร้องเอาผิด เจ้าหน้าที่ กกต. และเลขาธิการ กกต. รวมประมาณ 7 ราย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน อีกทั้งทราบว่า สำนวนคดีฮั้ว สว. จากการทำของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน คณะที่ 26 ได้มีการดำเนินการเสร็จสิ้นจนส่งไปถึงขั้นตอนของเลขาธิการ กกต. และสำนวนก็มาจนถึงคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ซึ่งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ มีกรอบเวลา 90 ก่อนส่งต่อคณะกรรมการ กกต. ชุดใหญ่ ซึ่งก็จะมีเวลาอีก 90 วัน รวม ๆ คือ 180 วัน ตนมองว่าด้วยระยะเวลานานจะส่งผลเสียให้ สว. ชุดที่มีปัญหาอยู่นี้ได้มีการไปเลือกองค์กรอิสระอื่นๆ เพื่อทำตามธงที่ตั้งไว้ หรือไม่ หรือเพื่อยึดอำนาจสภาสูงเป็นของสีน้ำเงินหรือไม่ ตนจึงต้องรีบเร่งในการติดตามตรวจสอบเรื่องนี้ เพราะถ้าหากคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 มีความเห็นทางสำนวนคดีฮั้ว สว. อย่างไร การส่งต่อไปยังชั้นคณะกรรมการ กกต. ชุดใหญ่ ก็มักจะมีความเห็นสอดคล้องกัน แต่เรากังวลในสถานการณ์การเมืองตอนนี้ที่มันเปลี่ยนแปลงไป ว่าอาจจะมีการก้าวก่ายแทรกแซง เรื่องคดีหรือไม่ หรืออาจมีมือที่มองไม่เห็นหรือไม่ แล้วคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 จะทำสำนวนคดีอย่างตรงไปตรงมาเหมือนกับที่คณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน คณะที่ 26 ทำมาหรือไม่ เพราะเขาอาจทำให้คดีนี้ลอยหายไปก็ได้.