ในงาน Sustainability Expo 2025 (SX2025) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 กันยายน – 5 ตุลาคม 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ หนึ่งในกิจกรรมที่ได้รับความสนใจในโซน SX TALK STAGE มีเวทีพูดคุยในหัวข้อการขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืน เรื่องนวัตกรรมยางรถยนต์และแนวทางการจัดการตามหลักเศรษฐกิจ โดย บริษัท ไทยบริดจสโตน ประเทศไทย จำกัด ถ่ายทอดข้อมูลการนำพาองค์กรไปสู่ความยั่งยืนในบทบาทหนึ่งของผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศไทย

นายอรรถพล แพรพริ้วงาม ผู้อำนวยการสายงานฟิลด์เอนจิเนียร์และความยั่งยืน บริษัท ไทยบริดจสโตน ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า การเดินหน้าสู่ความยั่งยืน ภายใต้การดำเนินงาน 8E อาทิ Energy: การลดใช้พลังงาน, Efficiency: การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพโดยเฉพาะการใช้ยาง, Emotion: ส่งเสริมการใช้พลังงานจากโซลาร์เซลล์ในการแข่งรถ, Empower: ธุรกิจดูแลภาคชุมชน บริษัท ไทยบริดสโตน ประเทศไทย จำกัด ตั้งเป้าความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2050 โดยในปี 2030 จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 30%

นายอรรถพลกล่าวว่า ประเทศไทยโชคดีที่มีฐานการผลิตยางในประเทศ สามารถนำยางที่ผ่านการใช้งานแล้วกลับมาหล่อดอกใหม่เพื่อนำกลับมาใช้งานได้ นอกจากนี้ ประเทศไทยยังทำเกษตรกรรม ซึ่งทำให้สามารถใช้ซิลิกาที่เกิดขึ้นจากขี้เถ้าแกลบซึ่งเป็นปลายทางของข้าว แทนการใช้ซิลิกาที่ต้องไปขุดมาจากธรรมชาติซึ่งเป็นวัตถุดิบชนิดหนึ่งนำมาเป็นส่วนผสมของการผลิตยางได้

นายภวิชช์ อ่ำทิม กรรมการผู้จัดการบริษัท บริดจสโตน เอ.ที.ซี ประเทศไทย จำกัด กล่าวยืนยันว่า ยางหล่อดอกมีมาตรฐานเรื่องของความปลอดภัย ผ่านการทดสอบทางวิศวกรรม ข้อดีมีราคาที่ถูกกว่า ยางหล่อดอกมีให้บริการในสาขาของค็อกพิท (Cockpit) ที่มีอยู่ทั้งหมด 80 สาขา โดยมีบริการรับนำยางเก่าเข้าสู่โรงงานหล่อดอก รวมทั้งการนำยางกลับไปรีไซเคิล เพราะในยางมีเหล็กเป็นส่วนประกอบ นอกจากนี้ สาขาของค็อกพิท ยังติดตั้งโซลาร์เซลล์ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการลดใช้พลังงาน นำบริษัทสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนตามที่ตั้งไว้

ด้านนายตะวัน กล่อมวิทย์ ผู้จัดการอาวุโส ศูนย์ยางหล่อดอก บริดจสโตน แบนแดก บริษัท ไทยบริดสโตน ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่าธุรกิจของยางหล่อดอกสร้างความยั่งยืนได้ ได้นำเทคโนโลยีการผลิตมาจากบริษัท Bandag ในสหรัฐอเมริกา ที่ดำเนินการมาแล้ว 40 ปี ศูนย์ยางหล่อดอก บริดจสโตน แบนแดกฯ เปิดมาแล้ว 15 ปี โรงงานตั้งอยู่ใน จ.สระบุรี ยางหล่อดอกมีความคุ้มค่ามากในภาคขนส่ง โดยเฉพาะรถบรรทุกขนาดใหญ่ ขณะเดียวกันภาคขนส่งก่อให้เกิดมลพิษมากที่สุด ซึ่งไทยเบฟ โลจิสติกส์ ใช้บริการยางหล่อดอกกับบริษัทด้วย ตัวเลขล่าสุดนับตั้งแต่ตั้งโรงงาน ได้หล่อดอกยางไปแล้ว 3 แสนเส้น ซึ่งยาง 1 เส้นมีน้ำหนักประมาณ 80 กก. เมื่อนำไปใช้ (หล่อดอกใหม่) น้ำหนักจะหายไปเหลือประมาณ 50 กก. แต่ภายในยางที่มีโครงเหล็กอยู่นำกลับมาใช้ซ้ำได้ สำหรับยางรถบรรทุกที่สามารถเข้ากระบวนการหล่อดอกยางใหม่ได้จะมีอายุใช้งานประมาณ 1-2 ปี หรือใช้งานวิ่งไปแล้วประมาณ 3 แสน กม. อย่างไรก็ตาม สำหรับรถบรรทุกที่วิ่งในระยะทางสั้นๆ บางคันสามารถหล่อดอกใหม่ได้ถึง 4 ครั้ง

“ยางหล่อดอกทำให้เกิดความยั่งยืน ไม่ต้องผลิตยางขึ้นมาใหม่ ลดการใช้ยางพาราได้ รถบรรทุก 1 คันใช้ยาง 22 เส้น ถ้าต้องถอดออกมาทั้งหมดถือเป็นต้นทุนเพราะบางบริษัทมีรถเป็น 100 คัน หากถอดมาหล่อดอกช่วยลดค่าใช้จ่ายลงได้ เราบริการถอดและวิเคราะห์สภาพของยาง” นายตะวัน กล่อมวิทย์ ผู้จัดการอาวุโส ศูนย์ยางหล่อดอก บริดจสโตน แบนแดก บริษัท ไทยบริดสโตน ประเทศไทย จำกัด กล่าว