สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 1 ต.ค. ว่า เมื่อฤดูหนาวของแต่ละปีมาถึงขั้วโลกใต้ มหาสมุทรรอบแอนตาร์กติกาจะแข็งตัวเป็นระยะทางหลายร้อยไมล์ ขณะที่จุดสูงสุดมักจะเกิดขึ้นในเดือน ก.ย. หรือ ต.ค. ก่อนที่การละลายจะเริ่มต้นขึ้น โดยในปีนี้ น้ำแข็งในพื้นที่แห่งนี้แข็งตัวถึงจุดสูงสุดเมื่อวันที่ 17 ก.ย. ที่ 17.81 ล้าน ตร.กม. ตามรายงานของศูนย์ข้อมูลหิมะและน้ำแข็งแห่งชาติสหรัฐอเมริกา มหาวิทยาลัยโคโลราโด โบลเดอร์

อย่างไรก็ตาม ปริมาณน้ำแข็งสูงสุดในปีนี้ถือเป็นระดับ “ต่ำที่สุดเป็นอันดับ 3” ในรอบ 47 ปี รองจากเมื่อปี 2566 ซึ่งต่ำที่สุดเป็นอันดับ 1 และรองลงมาเมื่อปี 2567 โดยทั้งหมดถือว่าต่ำกว่าค่าปกติในประวัติศาสตร์เป็นอย่างมาก

นายเท็ด สแคมบอส นักวิทยาศาสตร์วิจัยอาวุโสจากมหาวิทยาลัยโคโลราโด โบลเดอร์ กล่าวว่า จนถึงปี 2559 การวัดปริมาณน้ำแข็งในทะเลแอนตาร์กติกา บ่งชี้ถึง “การเพิ่มขึ้นอย่างไม่แน่นอนเล็กน้อย” เมื่อเวลาผ่านไป

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ดูเหมือนจะเกิดขึ้นคือ ความร้อนจากมหาสมุทรทั่วโลกที่กำลังผสมเข้ากับแหล่งน้ำที่อยู่ใกล้ขั้วโลกใต้ ซึ่งหมายความว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้ามาแทนที่ทะเลน้ำแข็งในภูมิภาคนี้

เขาเสริมว่า อากาศชื้นเหนือมหาสมุทรที่เข้ามาใกล้ชายฝั่งมากขึ้น อาจทำให้หิมะตกในแอนตาร์กติกามากขึ้น และจะช่วยชดเชยการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล อย่างไรก็ตาม แม้ปริมาณหิมะจะเพิ่มขึ้น แต่ช่วงเวลาเหล่านี้เทียบไม่ได้กับบันทึกอากาศอบอุ่นในอดีต ที่ส่งผลให้แผ่นน้ำแข็งหดตัวลง

อนึ่ง แผ่นน้ำแข็งในแอนตาร์กติกาครอบคลุมน้ำแข็งบนพื้นดินในจำนวนมากพอ ที่จะเพิ่มระดับน้ำทะเลจนท่วมชายฝั่งราบต่ำทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ผลกระทบร้ายแรงเช่นนี้น่าจะเกิดขึ้นอีกหลายศตวรรษ.

เครดิตภาพ : AFP