ในงาน Sustainability Expo 2025 (SX) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 กันยายน – 5 ตุลาคม 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ หนึ่งในกิจกรรมที่ได้รับความสนใจในโซน SX TALK STAGE มีเวทีพูดคุยในหัวข้อ “ปรับ… ร่วมเปลี่ยนเพื่อโลกที่ดีกว่า” นักธุรกิจรุ่นใหม่ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวของการทำการทำธุรกิจตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง บนพื้นฐานความรู้ ความเข้าใจ จนสามารถทำให้ คน ชุมชน เติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกันได้ โดย กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานคณะกรรมการเศรษฐกิจพอเพียงฯ หอการค้าไทย, ดร.ศิริกุล เลาไกยกุล ผู้อำนวยการโครงการ “พอแล้วดี” กาญจนา ชนาเทพาพร ผู้พัฒนาแบรนด์ BWILD ISAN แบรนด์กระเป๋าไก่ Adapt สู่ Installation Design โดย Collaborate กับช่างชุมชน, ชินศรี พูลระออ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ข้าวธรรมชาติ,

ธนพงศ์ วงศ์ชินศรี ผู้ก่อตั้ง Penguin Eat Shabu ชาบูสัญชาติไทย Adapt สู่การแลกเปลี่ยนความรู้ โดย Collaborate กับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, ปวริศร์ รักษ์อัศวโภคิน บริษัทรับผลิตเครื่องสำอาง Adapt สู่การสร้างแบรนด์ตัวเอง ภายใต้แบรนด์ ไบโอเวช, ทิพย์รัตน์ สิทธิมนต์อำนวย ผู้ผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรม Adapt สู่ Tots Swim Schools โรงเรียนสอนว่ายน้ำระดับโลก, ธรรมวิทย์ ลิ้มเลิศเจริญวนิช ทำธุรกิจอาหาร House Number 1712 Adapt สู่การสร้างแบรนด์ ONSON สุราแห่งสกลนคร เพื่อยกสถานะสุราชุมชน

กอบกาญจน์ กล่าวว่า โครงการพอแล้วดี นำแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาอบรมให้กับนักธุรกิจรุ่นใหม่ ที่ไม่ได้มุ่งที่การทำเกษตรเพียงอย่างเดียว แต่ทำภายใต้หลักคิดที่ว่า เศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่เรื่องล้าสมัย เป็นสิ่งที่Timeless ไม่ตกยุค มีคุณค่า สามารถนำไปใช้ได้กับคนทุกวัย ทุกที่ ทุกถิ่น เพราะหลักคิดเหล่านี้ทำให้รู้จักตัวตน มีภูมิคุ้มกัน มีเหตุมีผล และต้องเรียนรู้ตลอดชีวิตเพราะวิกฤติเกิดขึ้นทุกเมื่อ สิ่งสำคัญที่สุดต้องมีความซื่อสัตย์
“ในปีนี้อาจจะเป็นปีที่คนเริ่มถอดใจยังเชื่อเสมอว่าในทุก ๆ ความมืด มีความสว่างเสมอ โดยเฉพาะคนที่มีความเชื่อและมีหลักคิดของหลักเศรษฐกิจพอเพียง” กอบกาญจน์ กล่าว

ด้าน ดร.ศิริกุล เลาไกยกุล กล่าวว่า นักธุรกิจรุ่นใหม่มีแนวคิดที่จะพัฒนาธุรกิจอยู่แล้ว แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งมีกรอบแนวคิดในการทำงาน จะทำให้การเดินทางไปถึงเป้าหมายที่ดีขึ้น โครงการพอแล้วดี นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นกรอบในการพัฒนานักธุรกิจ ย้ำว่าคนที่จะมาเข้าโครงการจะต้องเป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ และไม่จำเป็นต้องทำการเกษตร ด้วยแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้เราก้าวต่อไปได้
“บางคนคิดว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงเป็นเครื่องมือ แค่ปลอบใจตัวเองว่า ถ้าเป็นเกษตรกรก็แค่ทำโคกหนองนา เวลาเราทำอะไรสู้กับใครไม่ได้ เราก็เอาคำว่าพอแค่นี้มาเป็นเหตุผลในการไม่สู้ จึงเกิดโครงการนี้ขึ้น เราอยากให้คนไทยเข้าใจว่าแนวคิดนี้เป็นเรื่องทันสมัยและไม่นิ่งอยู่กับที่”

อย่างไรก็ตาม ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงพูดกันทุกปี แต่ปีนี้ธีมของงานเป็นเรื่องของการปรับเปลี่ยน คนที่มาร่วมพูดคุยในวันนี้จะมาเล่าตั้งแต่เริ่มต้น จนปรับเปลี่ยนเป็นบิซิเนสโมเดลอะไรได้บ้าง และส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างไร

เริ่มจาก ธนพงศ์ วงศ์ชินศรี กล่าวว่า ความรู้สึกแรกที่เข้าร่วมโครงการพอแล้วดี รู้สึกว่าทำไมโครงการนี้ดูเป็นคนดี ช่วงนั้นทำร้านอาหารจนเริ่มเติบโตมาระดับหนึ่ง แต่ได้ค้นพบว่ายิ่งเติบโตยิ่งสูญเสียไม่รู้จะทำไปทำไม ไม่มีความสุขจากการทำธุรกิจ ร้านอาหารโตขึ้นแต่ภาระเพิ่มขึ้น ปัญหาเยอะ แต่เมื่อมีคนชวนไปแชร์เรื่องราวดี ๆ กลับมีความสุข ไปทุกเวทีไม่ได้เงิน มีคำถามตามมาว่าเป็นคนดีน่าจะได้เงินบ้าง จนเป็นที่มาของ “ต่อเพนกวิน” มีความตั้งใจจะเข้าไปช่วยร้านอาหารทั่วประเทศ สร้างระบบนิเวศของร้านอาหารตัวเล็ก เมื่อคิดได้ ธุรกิจเดิมที่ทำอยู่นั้น อยากจะทิ้ง เพราะไม่ใช่ความสุข ต้องสอนให้คนรู้จักการบริโภคอย่างรู้คุณค่า เพราะธุรกิจอาหารของเราเป็นบุฟเฟต์ ตั้งใจเป็น Connector ให้กับทุกคนในร้านอาหารวินวินไปด้วยกัน เปลี่ยนจากคู่แข่งมาเป็นเครือข่าย และยกระดับผ่านการศึกษา นี่คือกิจกรรมที่ทำมาตลอด 5 ปี จึงตั้งบริษัท PenguinX โดยไปจับมือกับเอสเอ็มอี ให้เกิดพลังมากขึ้น จัดกิจกรรมให้คนในธุรกิจร้านอาหารมาเจอกัน และการจัดกิจกรรมแต่ละครั้งมีคนมาเจอกันประมาณ 5 หมื่นคน นอกจากนี้ยังสร้างโรงเรียนสอนทำธุรกิจอาหารหลักสูตร MBA ที่หอการค้าไทยให้การสนับสนุน เพราะประเทศไทยมีแต่โรงเรียนสอนทำอาหารแต่ไม่มีโรงเรียนสอนบริหารธุรกิจร้านอาหาร

ธรรมวิทย์ ลิ้มเลิศเจริญวนิช ในฐานะผู้สร้างแบรนด์ ONSON สุราแห่งสกลนคร เพื่อยกสถานะสุราชุมชน กล่าว ยอมรับว่าแม้จะทำธุรกิจบาปแต่ยังอยากทำอะไรเพื่อตอบสนองกับชุมชน ย้อนไปเมื่อทำธุรกิจสุราเมื่อ 5 ปีใช้วัตถุดิบในชุมชนเป็น “น้ำตาลช่อมะพร้าว” ซึ่งมีคนทำแค่กลุ่มเดียวที่อัมพวา ปรากฏว่าทำออกมาแล้วได้เครื่องดื่มที่มีรสชาติดี จนก่อให้เกิดการสร้างงานในชุมชน โดยทำให้กระบวนการผลิตสุรามีประโยชน์ เริ่มตั้งแต่การออกแบบขวดที่สามารถกลับมารียูสและนำมาตัดเป็นแก้วใช้ต่อได้ น้ำตาลช่อมะพร้าวที่นำมาหมักจะได้ส่าเหล้า แทนที่จะนำไปทิ้งก็นำไปเลี้ยงวัวเหมือนที่ญี่ปุ่นเลี้ยงวัวให้ดื่มเบียร์ เพื่อหวังว่าอนาคตจะมีวัวพันธุ์ใหม่ที่กินส่าเหล้า ฟืนที่ใช้กลั่นสุราที่กลายเป็นขี้เถ้า นำไปเป็นสารตั้งต้นของผ้าย้อมครามโดยบริจาคให้กลุ่มชาวบ้าน และกำลังทำวิจัยแอลกอฮอล์ที่ได้จากส่าเหล้าเพื่อเป็นน้ำหอม

“ก่อนเข้าโครงการฯ มีความตั้งใจว่าจะทำอย่างไรให้ชีวิตชาวนาดีขึ้น รู้ว่าข้าวอินทรีย์ราคาดี จึงไปส่งเสริมให้ปลูก แต่ในวันนั้นไม่มีคนปลูก นำคำถามกลับมาถามดร.ศิริกุล เลาไกยกุล ว่าส่งเสริมให้ปลูกข้าวอินทรีย์แต่ไม่มีคนปลูก คำตอบที่ได้ว่า เราเคยหันกลับมองชีวิตชาวนาหรือไม่ ว่าเขามีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร มีหนี้สินขนาดไหน” ชินศรี พูลระออ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ข้าวธรรมชาติ บอกถึงจุดเริ่มต้นการทำธุรกิจเพื่อสร้างความยั่งยืน
ชินศรี กล่าวว่า วันนี้ราคาข้าวตกต่ำ มองว่าในอนาคตอย่างไรเราก็ไม่รอด ชาวนาจะดูแลข้าวอย่างดี ถ้ารู้ว่ามีรายได้ที่มั่นคง จึงต้องหาวิธีปรับเปลี่ยน โชคดีว่าได้เจอกับบริษัทปังสยาม ที่ต้องการแป้งข้าวที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพเพื่อส่งมอบให้กับลูกค้าบริโภค ผลิตแป้งข้าวกล้องที่บริโภคแล้วให้วิตามินบี จึงใช้วิธีแจ้งราคารับซื้อแป้งข้าวก่อนกับชาวนา ทุกคนยิ้มเพราะที่ผ่านมาชาวนาไทยไม่รู้ราคาข้าวก่อนการเพาะปลูกเลย
“ความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ต้องเกิดความร่วมมือกัน ต่อไปคนจะกินข้าวน้อยลง วิธีขายข้าวเพื่อเป็นข้าวจะอยู่ยาก จึงต้องรู้วิธีการแปรรูป การทำธุรกิจแม้จะมีทุกอย่างเทคโนโลยี ผลผลิตดี แต่ถ้าไม่มีช่องทางการตลาดก็ไม่มีวันรอด” ดร.ศิริกุล เลาไกยกุล กล่าวเสริม

ปวริศร์ รักษ์อัศวโภคิน ผู้ก่อตั้ง แบรนด์แชมพูไบโอเวช กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์ตัวนี้เกิดขึ้นจากความบังเอิญ มีโอกาสได้กลับไปที่บ้านที่ จ.น่าน ด้วยความสงสัยว่าทำไมคนจังหวัดน่านอายุยืน พบว่าผู้คนที่นี่ใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย, ใช้สมุนไพร ปลูกผักกินเอง ทำให้สนใจ “สมุนไพร” ชาวบ้านสระผมโดยใช้อัญชัน มะกรูด เป็นวิถีชีวิตของคนที่นี่มา 100 ปีแล้ว และมีโอกาสมาเจอวิสาหกิจชุมชนที่ จ.น่าน ซึ่งทำสมุนไพรมา 20 ปีแล้วแต่ไม่สามารถเติบโตได้ ขณะที่ตัวเองมีความรู้เรื่องการตลาด จนร่วมกันพัฒนาแชมพูไบโอเวชขึ้น ในครั้งแรกที่ผลิตมา 5,000 ขวด, แต่ยังไม่กล้าขาย เพราะไม่มีองค์ความรู้ในการขายสมุนไพร เก็บสต๊อกสินค้าไว้ 1 ปี

ปวริศร์ กล่าวว่า ช่วงโควิด สินค้าของบริษัทที่เป็นสกินแคร์ยอดขายเริ่มตก จึงนำแชมพูตัวนี้มาขาย แต่ไม่น่าเชื่อขายล็อตแรก ผลตอบรับมาแบบถล่มทลาย เพราะตอนที่เป็นโควิดทุกคนผมร่วง เมื่อใช้แชมพูสามารถแก้ปัญหาได้ จึงทำให้บริษัทศึกษาสมุนไพรจริงจัง ทำให้ได้ข้อมูลว่าสมุนไพรที่ปลูกใน จ.น่าน ออกฤทธิ์ได้ดีกว่าที่อื่น ๆ ถึง 5 เท่า ปัจจุบันแชมพูที่ผลิต ซื้อสมุนไพรจากแปลงเกษตรอินทรีย์ ที่จ.น่านทั้งหมด
“สิ่งที่ทำให้เกิดธุรกิจขึ้นมาได้คือหาจุดพอดี ทำธุรกิจกับชาวบ้านเป็นสิ่งที่ยากมาก เพราะเขาไม่ใช่ซัพพลายเออร์มืออาชีพที่จะเข้าใจธุรกิจ ” ผู้ก่อตั้ง แชมพูไบโอเวช กล่าว
ปวริศร์ กล่าวว่า เมื่อบริษัทเริ่มโตมีบริษัทผู้ผลิตแชมพูขนาดใหญ่ของประเทศ ขอเข้ามาเทกโอเวอร์ซื้ออุปกรณ์และสูตรแชมพูทั้งหมด แต่ใช้ชื่อแบรนด์เขาแทน เจรจากันอยู่นาน สุดท้ายยังคงเป็นแบรนด์ไบโอเวช และมีข้อตกลงว่าต้องนำสมุนไพรของจังหวัดน่านและผลิตภัณฑ์ของบริษัทไปสู่ตลาดโลกให้ได้ ขณะนี้ไบโอเวชสร้างงานให้จังหวัดน่าน 300 ตำแหน่งและมีครอบครัวปลูกสมุนไพร 200 ครอบครัว

ทิพย์รัตน์ สิทธิมนต์อำนวย ในฐานะที่ทำธุรกิจบริการและธุรกิจการศึกษา ทำโรงเรียนสอนว่ายน้ำแฟรนไชส์จากสหรัฐอเมริกา มี 13 สาขา กล่าวว่า บริษัทมีวิสัยทัศน์ที่จะเป็นพื้นที่การเรียนรู้ เสริมทักษะแห่งอนาคตให้กับเด็กไทย ด้วยเชื่อว่าเศรษฐกิจจะดีได้ต้องมีทรัพยากรมนุษย์ เพราะการเรียนในยุคปัจจุบันไม่พอมีเอไอเข้ามายิ่งส่งผลต่อระบบการศึกษา อยากจะบอกว่าความรู้ในโลกนี้ยังมีอีกมากที่ผู้ปกครองควรให้ความสนใจ แบ่งระบบการศึกษาออกเป็น 5 เรื่อง ได้แก่ 1. ทักษะการสื่อสาร 2. ทักษะความคิดสร้างสรรค์ 3. ทักษะการทำงานเป็นทีมทำงานแบบมีส่วนร่วม 4. การคิดเป็นขั้นตอน 5. คาแรกเตอร์ เพราะเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนต่างกันแต่สามารถประสบความสำเร็จในแบบของตัวเอง
“ถ้าผู้ปกครองให้ความใส่ใจ จะเป็นตัวขับเคลื่อนการศึกษาไทยให้เปลี่ยน ถ้าใช้นโยบายภาครัฐคงจะยาก แต่ถ้าผู้ปกครองช่วยกันเปลี่ยนจะทำให้การเรียนรู้การศึกษาไทยกว้างขึ้น”

กาญจนา ชนาเทพาพร ผู้พัฒนาแบรนด์ BWILD ISAN กล่าวว่า ทำแบรนด์แฟชั่นในช่วงโควิด เนื่องจากมีน้อง ๆ ที่จบเรื่องการออกแบบ ขณะที่ในพื้นที่ทำเรื่องตัดเย็บเสื้อผ้า คลุกคลีกับช่างทำผ้า ทอผ้าไหม การตัดเย็บเสื้อผ้าแนวกูตูร์ ทำชุดผ้าไทยมา 17 ปี เมื่อเกิดโควิดมองว่าคนที่อยู่ในกลุ่มนี้สำคัญ จึงมารวมตัวกันนำความรู้ความสามารถและสิ่งที่เชื่อมคนต่างเข้าไว้ด้วยกันคือถิ่นฐานรากเหง้า จึงเกิดแบรนด์ BWILD ISAN ขึ้น ความคิดในตอนนั้นอยากให้รุ่นใหม่ และคนเฒ่าคนแก่ มาทำงานด้วยกันได้ ในตอนแรกเหมือนนักออกแบบคือหลงรักงานตัวเอง แม้ปีแรกได้รางวัล แต่ก็ต้องรันต่อไปในฐานะแบรนด์แฟชั่น จึงได้รู้จักโครงการพอแล้วดี ทำให้รู้ว่าตัวเองเป็นแบรนด์แฟชั่นที่ตัวเล็กมาก ขณะที่เพื่อนทำเรื่องยั่งยืนจริงจัง

กาญจนา กล่าวว่า หลังจากผ่านโครงการได้มุมคิดว่าเรายังเป็นแบรนด์แฟชั่นแบบเดิมคือมองหาโอกาส ทำน้อยแต่เล่าเรื่องอย่างลึก มีคนที่เกี่ยวข้องมาก ถือว่าเป็นแบรนด์แฟชั่นที่ช้า แต่มีความมั่นคง ตัวอย่างงานต้นคริสต์มาส ในห้างเซ็นทรัลขอนแก่น เมื่อปีที่ผ่านมา ได้นำเสนอการออกแบบ “คัก คริส มัด” ที่สร้างสุขให้คนในเมืองได้ แต่เม็ดเงินจากการทำต้นคริสต์มาสที่ทำมาจากผ้ามัดหมี่ไปถึงชาวบ้านเป็นเทศกาลแห่งความสุขที่แท้จริง คืองานออกแบบที่สร้างผลกระทบที่ดีให้กับชุมชนได้อย่างยั่งยืน

“หอการค้าฯ คิดว่าหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเหมาะกับประเทศไทยมาก เราผลิตแทบตายสินค้าก็ยังแพง แข่งขันยากในขณะที่โลกเปิดสินค้าทะลักมาจากทุกที่ เราจะชนะไม่ได้แข่งที่ราคา เราจะชนะด้วยความแตกต่าง คนไทยดีแน่นอน ประเทศไทยไม่ใช่กรุงเทพฯ ทุกจังหวัดมีของดี คนรุ่นใหม่ยังรักชาติยังกลับบ้านเกิด ปีนี้ประเทศไทยต้องรอด ต้องรอดด้วยความเป็นเรา สิ่งที่สำคัญเราจะไม่เดินไปคนเดียว งาน SX ตั้งใจจัดขึ้นมาเพื่อให้เรามาเรียนรู้ซึ่งกัน” กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานคณะกรรมการเศรษฐกิจพอเพียงฯ หอการค้าไทย กล่าวปิดท้าย



