เมื่อวันที่ 2 ก.ย.ผศ.ดร.มัชฌิมา นราดิศร อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) เปิดเผยว่า มฟล.ได้ตั้งเป้าสู่การเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียว (Green University) ที่มหาวิทยาลัยดำเนินการเพื่อให้เกิดความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม และมุ่งสู่การเป็น “มหาวิทยาลัยแห่งความเป็นกลางทางคาร์บอน” (Carbon Neutral University) หรือ “มหาวิทยาลัยปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์” (Net Zero Emissions University) โดยมฟล.มองว่าเราอยู่ในพื้นที่ที่ป่าสวยงาม มีต้นไม้มากมาย เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ แต่ในความเป็นจริงเราก็ปล่อยสิ่งที่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมเช่นกัน สิ่งหนึ่งที่อยากจะทำให้มหาวิทยาลัยน่าอยู่คือการช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ รวมถึงทำอย่างไรที่จะดูดซับสิ่งเหล่านี้กลับคืนมา หนึ่งในกิจกรรมคือการรณรงค์เรื่องการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้รถไฟฟ้าในมฟล. ลดการเปิดแอร์ การทำให้บุคลากรตระหนักถึงและเข้าใจที่จะมีส่วนร่วมในการลดการเกิดมลพิษ แต่ที่ยากคือการเคลื่อนเข้ามาของรถในมหาวิทยาลัย เพราะบุคลากร นักศึกษา ต้องใช้รถพาหนะส่วนตัวในการขับเข้ามามหาวิทยาลัย ซึ่งไม่เหมือนกรุงเทพที่มีรถสาธารณะอำนวยความสะดวก แต่มาตรการหนึ่งที่เราทำคือจัดจุดจอดรถ และที่เหลือใช้รถไฟฟ้าสาธารณะของมหาวิทยาลัยหรือการเดิน
ผศ.ดร.มัชฌิมา กล่าวต่อไปว่า ในปีนี้เราได้จัดทำกิจกรรมการเดินสะสมระยะทาง โดยมีเป้าหมายการ Walk to the Moon คือคำนวณระยะทางจากโลกถึงดวงจันทร์ประมาณ 3 แสนกว่ากิโล ที่ให้พนักงานเก็บสะสมระยะเดินและบันทึกข้อมูลในแอปชีทของมหาวิทยาลัย ส่วนนักศึกษามีกิจกรรมที่เขาดำเนินการกัน ซึ่งต่อไปอาจจะนำมาผนวกรวมกัน โครงการนี้เริ่มเมื่อเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา และกำหนดจะสิ้นสุดธ.ค.นี้ ขณะนี้สะสมไปได้เพียง 20% ยังไม่ได้ออกจากชั้นบรรยากาศของโลก ปีหน้าก็จะมีการรณรงค์ในแคมเปญใหม่ เป็นรูปแบบที่จะดึงดูดบุคลากรให้เข้ามาร่วมมากที่สุด ขณะที่บุคลากรมฟล.มีเกือบ 3 พันคน เราหวังจะให้เข้ามาร่วมทั้งหมด และทุกปีมีรางวัลให้ อย่างไรก็ตามปัจจัยที่จะประสบความสำเร็จคาร์บอนเป็นกลางทุกคนต้องร่วมมือกัน เพราะ ทุกองค์กรที่จะประสบความสำเร็จหรือทำให้องค์กรขับเคลื่อนไปได้คือคนในองค์กรต้องทำงานอย่างเต็มศักยภาพ ตามบทบาทและหน้าที่ของตนเอง หากเป็นการบังคับก็จะไม่เกิดผล สิ่งที่เป็นค่านิยมที่มฟล.มีคือ MFU•FIRST มฟล.รวมใจเป็นหนึ่ง เราก็อยากให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและตลอดไป
ต่อข้อถามถึงนโยบายการเป็น Education Hub และ Medical Hub ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง หรือ GMS นั้น ผศ.ดร.มัชฌิมา กล่าวว่า มฟล.ได้ขับเคลื่อนสู่การเป็น Education Hub มาโดยตลอด เราอยากจะให้มีความเป็นนานาชาติ โดยมีนักศึกษาชาติต่างๆ เข้ามาเรียนมฟล. ในบริบทความโดดเด่นของมฟล. เช่น หากอยากเรียนภาษาจีนก็ให้นึกถึงมฟล.ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ให้มาเรียนที่นี่ รวมถึงเรื่องการแพทย์แผนไทยก็อยากให้นึกถึงมฟล.เราสามารถที่จะเป็น Education Hub ในพื้นที่ GMS ได้โดยเป็นจุดศูนย์กลางการเรียนการสอน ส่วนการวิจัยในศาสตร์ที่มฟล.มีความเข้มแข็งด้านสุขภาพ ด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ด้านสังคมมนุษยศาสตร์ เป้าหมายเราคือการเป็นศูนย์กลางการศึกษาของ GMS คือถ้าพูดถึง GMS อยากให้มีชื่อมฟล.ในฐานะสถาบันอุดมศึกษา หรือพูดถึง GMS ด้านสุขภาพก็อยากให้มีชื่อของมฟล.ด้วย อยากให้เราเป็นหนึ่งในสถาบันอุดมศึกษาที่อยู่ในความคิดที่ป็อปอัปขึ้นมาซึ่งเป็นสิ่งที่อยากให้เกิดในอนาคต เมื่อเราถามนักศึกษาที่เข้ามาเรียนกับเราทำไมเลือกมาเรียนที่มฟล. หลายคำตอบมองภาพของความโดดเด่นในเรื่องการเรียนการสอนที่สะดวกไม่ต้องปรับอะไรมาก เนื่องจากการเรียนการสอนที่เป็นภาษาอังกฤษ รวมถึงมหาวิทยาลัยที่มาทำความร่วมมือกับเรา จุดเด่นที่เข้ามาร่วมมือก็มาจากการเรียนการสอนที่เป็นภาษาอังกฤษ นอกเหนือจากด้านวิชาการที่อยากจะเข้ามา เช่นเรื่องของคอร์ทบอดี้เฮล เรื่องของ Food สมุนไพร ดังนั้น 27 ปีที่ผ่านมาที่ตัดสินใจใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อสอน มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้มฟล.มาถึงจุดนี้ได้
อธิการบดี มฟล. กล่าวต่ออีกว่า สำหรับนักศึกษาต่างชาติที่เข้ามาเรียนในมฟล.ขณะนี้กลุ่มใหญ่สุดคือเมียนมา รองลงมาเป็นจีน จากเมื่อก่อนเป็นชาวจีนที่มีมากสุด แต่หลังจากที่เกิดวิกฤติในเมียนมา นักศึกษาเมียนมาเข้ามาเรียนที่มฟล.มากขึ้น คนจีนลดลงจากการที่จีนมีการตั้งสถาบันเอง ขณะนี้ในมหาวิทยาลัยมีนักศึกษาต่างชาติประมาณ 1,700 คน เป็นเมียนมาประมาณ 700 คน นักศึกษาเมียนมาเรียนเก่ง มีความพยายาม มีศักยภาพที่สูงมาก โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ สาขายอดฮิตที่เรียนส่วนใหญ่เป็นการจัดการ และไอที รองมาเรื่อง Food สาธารณสุข
อย่างไรก็ตามสัดส่วนนักศึกษาที่เข้ามาเรียนมฟล.ยังเป็นไปตามแผน เพราะบางสาขาเป็นสาขาที่เป็นความต้องการ เช่นสาขาไอทีกลับมา สาขาภาษาจีนก็เรียนค่อนข้างเยอะ แต่สาขาที่นิยมลดลงคือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เทคโนโลยีการอาหาร เนื่องจากวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ (Pure Science) เป็นสาขาที่เด็กไม่ค่อยนิยม เพราะเรียนยาก อย่างไรก็ตามเราก็หา Solution อื่น เช่นการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกช่วงวัยได้เรียน ทำหลักสูตรออนไลน์ และเพิ่มคอร์ดสาขาต่างๆ เพิ่มมากขึ้น หรือทำหลักสูตรดับเบิลดีกรี เรียน 4 ปีได้ 2 ปริญญา ที่ประสบความสำเร็จคือหลักสูตรเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวผักผลไม้ ดังนั้นตนจึงมองว่าการเรียน 4 ปีไม่จำเป็นต้องเรียนเพียงหลักสูตรเดียวแต่เปิดให้บูรณาการข้ามศาสตร์ที่เรียน 4 ปีสามารถเรียนได้หลายศาสตร์ได้ ไม่จำเป็นต้องเจาะจงด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น



