เมื่อวันที่ 2 ต.ค. นางสาวตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน มอบนโยบายขับเคลื่อนภารกิจงานกระทรวงแรงงานให้แก่คณะผู้บริหารและบุคลากรกระทรวงแรงงาน เพื่อกำหนดเป้าหมายในการเร่งแก้ไขปัญหาแรงงานที่เร่งด่วนและสำคัญ พร้อมให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่า วันนี้รัฐบาลและตนซึ่งดูแลกระทรวงแรงงาน ทำงานภายใต้ระยะเวลาจำกัด 4 เดือน ดังนั้น สิ่งที่จะปักหมุดเร่งด่วนคือการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า 1.การขาดแคลนแรงงาน จากกรณีสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งทำให้แรงงานหายออกไปจากระบบหลักแสนคน จึงเร่งทำ MOU กับศรีลังกา นำเข้าแรงงานประมาณ 10,000 คน นอกจากนี้ยังมีรายงานเมียนมา กลุ่มแรกคือผู้ลี้ภัย ซึ่งกระทรวงมหาดไทยรายงานมาแล้วว่ามีราวๆ 42,000 คน ก็ได้มีการดำเนินการผ่านกรมการจัดหางาน ประสานงานไปยังกลุ่มนำร่อง 6 จังหวัด ที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบ และจำเป็นต้องใช้แรงงาน นอกจากนี้ ก็จะเร่งลงทะเบียนแรงงานต่างด้าวให้เข้าสู่ระบบได้เร็วขึ้น
2.การอัพสกิล-รีสกิล ที่จะต้องทำให้ตอบโจทย์กับตลาดแรงงาน ที่มีการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี โดยบูรณาการร่วมกันกับภาคเอกชนและสถาบันการศึกษา นอกจากนี้ยังขับเคลื่อน เพื่อรองรับโครงการคนละครึ่งพลัสของรัฐบาลที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ ไม่ว่าจะเป็นนิสิตนักศึกษาที่อยู่ในช่วงของการปิดเทอม หรือผู้ว่างงาน โดยให้การบ้านกับกระทรวงเพื่อแมทชิ่งกับสถาบันการศึกษากับตลาดแรงงาน อีกเรื่องสำคัญคือ โครงการ 1 ตำบล 1 ช่างอเนกประสงค์ ซึ่งเรามีรายงานช่างในพื้นที่อยู่กว่า 80,000 คน ก็จะเพิ่มความสามารถรอบด้าน เพื่อให้สามารถประกอบอาชีพและเป็นอาสาดูแลงานช่างในชุมชนได้ด้วย
“เรื่องการรองรับโครงการคนละครึ่งนั้น เป็นการวางกรอบตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งจะกระตุ้นการใช้จ่ายเงิน กระตุ้นเศรษฐกิจ แน่นอนว่าในภาคของผู้ประกอบการก็จะมีงานเพิ่มมากขึ้น จึงต้องเตรียมความพร้อมเรื่องการจ้างงานเพิ่ม ถือเป็นโอกาสกระทรวงฯ ที่จะทำการจับคู่สถานประกอบการว่าต้องการแรงงานเพิ่มอย่างไรบ้าง ถือเป็นการเติมเต็มโครงการในส่วนนั้น” รมว.แรงงาน กล่าว
น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า 3.เรื่องสิทธิประโยชน์จะมีการปรับแก้กฎกระทรวงเรื่องสิทธิประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานจากเหตุสุดวิสัย เช่น การสู้รบบริเวณชายแดน และยกระดับสิทธิประโยชน์ประกันสังคมสำหรับแรงงานนอกระบบตามมาตรา 40 เช่น เพิ่มเงินทดแทนกรณีทุพพลภาพจาก 1,000 บาท เป็น 3,000 บาทต่อเดือน, เพิ่มเงินสงเคราะห์บุตรจาก 200 บาท เป็น 300 บาทต่อคน และปรับค่าทดแทนการขาดรายได้รักษาพยาบาลจาก 50 บาท เป็น 200 บาทต่อครั้ง ซึ่งในส่วนนี้จะเป็นการยกระดับความมั่นคงและคุณภาพชีวิตให้แก่แรงงานนอกระบบเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ยืนยันว่า การเพิ่มสิทธิประโยชน์เหล่านี้มีงบประมาณเพียงพอ
นอกจากนี้ ยังมุ่งขยายโอกาสให้แรงงานไทยมีงานทำในต่างประเทศ ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องขับเคลื่อนนโยบายขยายตลาดแรงงานเชิงรุก โดยใช้กลไกทูตแรงงานใน 12 ประเทศ เพื่อเพิ่มการจ้างงานและดูแลสิทธิประโยชน์แรงงานไทยในต่างแดน เรื่องความปลอดภัย รวมทั้งการเดินหน้าพัฒนาระบบบริหารจัดการแรงงานด้วยเทคโนโลยี ผ่านการจัดทำฐานข้อมูลแรงงานแห่งชาติและ Thai National Resume เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลแรงงานทั้งระบบ ให้อยู่ในการดูแลของกระทรวงแรงงาน การนำร่อง Sandbox One Stop Service ในพื้นที่ศักยภาพ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่แรงงานและผู้ประกอบการให้ได้รับบริการแบบครบวงจรในที่เดียว
เมื่อถามถึงเรื่องการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ที่ผ่านมาก็มีการปรับมา 2 ครั้งใน 1 ปี และเจอความท้าทายหลายเรื่อง ดังนั้นเรื่องนี้สำคัญ เราต้องสร้างสมดุลของแรงงาน และผู้ประกอบการด้วย วันนี้จึงมอบหมายให้ไตรภาคี ที่จะพิจารณาความเหมาะสมว่าค่าแรงจะเป็นอย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้ เพื่อให้ผู้ประกอบการ และแรงงานสามารถอยู่ได้
เมื่อถามย้ำว่า ในเวลา 4 เดือนของรัฐบาล คร่อมกับปีใหม่ด้วย ดังนั้นปีนี้ยังจะมีค่าแรงขั้นต่ำเป็นของขวัญปีใหม่เหมือนที่ผ่านๆ มาหรือไม่ น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ยังยืนยันว่า ต้องเป็นอย่างนี้ก่อน เมื่อถึงกรอบเวลาที่ต้องปรับ หรือเปลี่ยนอย่างไรก็จะมีการแจ้งอีกครั้ง.


