กรณี “เดลีโฟกัส” เกาะติดการบุกรุกพื้นที่ป่าและออกเอกสารสิทธิ น.ส.3 ก. โดยมิชอบ บนเขาปากเตรียม อ.สุขสำราญ จ.ระนอง กระทั่งกรมป่าไม้แจ้งความดำเนินคดีที่ บช.ก. เอาผิดผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งนายทุน-เจ้าหน้าที่รัฐ พร้อมเร่งดำเนินการเพิกถอน น.ส.3 ก. ที่ทับบนผืนป่า ล่าสุด นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าชุดพญาเสือ เสนอให้ประธาน กมธ.ทรัพยากรธรรมชาติฯ วุฒิสภา ส่งหนังสือถึงแม่ทัพภาค 4 แต่งตั้งคณะทำงาน กอ.รมน.ภาค 4 มาร่วมลุยสางปัญหา น.ส.3 ก. รุกป่าเขาปากเตรียม หลังจากปลายปี 2568 ยังไม่ได้มีการลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานชุดดังกล่าวฯ

‘ชัยวัฒน์’ ปูดชื่อ ‘อาม่า’ กว้านซื้อที่ดินปากเตรียม เชื่อมโยงโครงการแลนด์บริดจ์

ความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 23 เม.ย. ทีมข่าวเฉพาะกิจส่วนกลาง รายงานว่า การตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ ทำลายทรัพยากรธรรมชาติฯ ของ กอ.รมน.ภาค 4 ก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2562 ในช่วงยุค คสช. เพื่อแก้ปัญหาการบุกรุกครอบครองที่ดิน และการออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ โดยเฉพาะในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว เช่น อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี โดยเริ่มดำเนินการ ปี 2562 มีอดีตแม่ทัพภาค 4 คือ พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์, ปี 2564 พล.ท.เกรียงไกร ศรีรักษ์, ปี 2566 พล.ท.ศานติ สกุนตนาค, ปี 2567 พล.ท.ไพศาล หนูสังข์ ได้แต่งตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินและทำลายทรัพยากรธรรมชาติในความรับผิดชอบของ ทภ.4/กอ.รมน.ภาค 4

มีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมาย, รวบรวมหลักฐาน, ตรวจสอบการออกเอกสารสิทธิที่ทุจริต, มีอำนาจเรียกบุคคลหรือเอกสารมาชี้แจง, พิสูจน์สิทธิการครอบครอง, เร่งรัดการออกเอกสารสิทธิให้ประชาชนอย่างเป็นธรรม, กำหนดนโยบาย, ควบคุมหน่วยงานรัฐ และสามารถตั้งคณะทำงานลงพื้นที่ได้ นอกจากนี้ยังมีการปรับเปลี่ยนองค์ประกอบคณะกรรมการ โดยบูรณาการร่วมกับส่วนราชการที่มีกฎหมายกำกับดูแลพื้นที่ กอ.รมน.จังหวัดทั้ง 14 จังหวัด, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, กรมพัฒนาที่ดิน, กรมที่ดิน และองค์กรอิสระ เช่น ผู้ตรวจการแผ่นดินภาค 8, สรรพากร, ป.ป.ช. เพื่อร่วมตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงการสืบสวนสอบสวนทำสำนวนตรวจสอบข้อเท็จจริง และรายงานผลการปฏิบัติงานต่อ ทภ.4/กอ.รมน.ภาค 4 เป็นประจำทุกปี กระทั่งช่วงปลายปี 2568-ปัจจุบัน ยังไม่มีการแต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมาแต่อย่างใด

ด้าน พ.อ.สนิท มีแสง อดีตที่ปรึกษา ผอ.รมน.ภาค 4 ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นที่ปรึกษา คณะทำงานแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐทำลายทรัพยากรธรรมชาติฯกองทัพภาค 4 เปิดเผยกับทีมข่าวเดลินิวส์ว่า จากประสบการณ์ทำงานพบว่าปัญหาการบุกรุกพื้นที่ของรัฐหรือการทำลายทรัพยากรป่าไม้มักจะเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวพันกับ “กลุ่มผู้มีอิทธิพล” ลำพังหน่วยงานท้องถิ่นไม่สามารถรับมือกับปัญหาได้ ยิ่งในปัญหาที่เป็นวงกว้างและรุนแรงมีความเกี่ยวเนื่องกับหลายหน่วยงานที่ถือกฎหมายต่างกัน ทำให้เกิดความล่าช้าในการแก้ไข กอ.รมน. จึงเป็นหน่วยงานสำคัญที่จะเป็นตัวกลางประสานบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างกรณีของเขาปากเตรียม คณะทำงานฯ เคยเข้าไปบูรณาการและตรวจสอบจนมีพยานหลักฐานว่าเป็นการออกเอกสาร น.ส.3 ก. ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และได้เสนอให้มีการเพิกถอน หลังจากที่คณะทำงานยื่นเอกสารหลักฐานเพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องไปดำเนินการต่อ เราก็ต้องกลับเข้าสู่ที่ตั้ง แต่ก็ยังติดตามความคืบหน้าอยู่ตลอด และมอบหมายให้หน่วยทหารในพื้นที่เป็นผู้ควบคุมดูแล โดยในปี 2567 ได้ติดตามทวงถามความคืบหน้าในการเพิกถอน น.ส.3 ก. แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้า ซึ่งในปีงบประมาณ 2569 คณะทำงานฯ ได้บรรจุแผนการทำงานในการปราบปรามการทำลายทรัพยากรป่าไม้ รวมถึงการตรวจพิสูจน์การออกเอกสารสิทธิเพื่อขยายผลผลการตรวจสอบ 21 แปลงเมื่อปี 2565 บนเขาปากเตรียม

อดีตที่ปรึกษา ผอ.รมน.ภาค 4 กล่าวต่อว่า ปัจจุบันตนไม่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาด้านการรักษาธรรมชาติฯ ตามภารกิจหลักของ กอ.รมน. แต่ประสบการณ์ทำงานที่ผ่านมาการแต่งตั้งคณะทำงานฯ โดยอาศัยอำนาจของ ผอ.รมน. เราทำงานด้วยการอาศัยอำนาจ พ.ร.บ.ความมั่นคงภายใน พ.ศ. 2551 ในฐานะเจ้าพนักงานของรัฐ ที่สามารถร้องทุกข์กล่าวโทษผู้กระทำผิด ต่อเจ้าพนักงานตำรวจ, ป.ป.ช. ซึ่งการไม่ต่ออายุคณะทำงานชุดดังกล่าว ที่ทำงานต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2562 และหลายคดีกำลังขึ้นสู่กระบวนการพิจารณาของศาล บางคดีอยู่ระหว่างการสืบสวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ส่วนนี้อาจจะมีปัญหาในการไต่สวนพยานหรือการให้ปากคำเพิ่มเติม เพราะการทำงานของคณะทำงานเป็นไปในลักษณะขององค์กรที่ได้รับมอบหมาย จาก ผอ.รมน. เมื่อไม่มีการต่ออายุคณะทำงานอาจจะส่งผลการทำงานที่ผ่านมาสูญเปล่า ที่สำคัญยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าผู้ที่กระทำการทำลายทรัพยากรธรรมชาติหรือบุกรุกที่ดินของรัฐคือผู้ที่มีอำนาจอิทธิพลอย่างแท้จริง

“ปัญหาของป่าปากเตรียม จ.ระนอง ก็เช่นกัน ในการเข้าไปทำงานของคณะทำงานฯ พบความเชื่อมโยงของนายทุนใหญ่ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกันกับที่เคยบุกรุกที่สาธารณประโยชน์หนองใหญ่ อ.เมือง จ.ชุมพร หากไม่มีหน่วยงานบูรณาการที่คอยกำกับดูแล ก็เชื่อว่าจะไม่สามารถแก้ปัญหาได้เบ็ดเสร็จ” อดีตที่ปรึกษา ผอ.รมน.ภาค 4 กล่าวทิ้งท้าย