สำนักข่าวยูเอสเอทูเดย์รายงานวานนี้ (1 ต.ค. 2568) ว่า ศาลสูงสุดแห่งรัฐเทนเนสซี ได้กำหนดวันประหารชีวิต คริสตา เกล ไพค์ นักโทษหญิงคนเดียวในแดนประหารของรัฐ ไว้ในวันที่ 30 กันยายน 2569 จากคดีฆาตกรรมโหดที่เกิดขึ้นเมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว โดยเธอเป็นผู้ลงมือสังหารวัยรุ่นสาวที่เธอมองว่าเป็นศัตรูหัวใจอย่างทารุณ นอกจากนี้ยังนำชิ้นส่วนกะโหลกของเหยื่อไปอวดเพื่อนร่วมโรงเรียนอีกด้วย

ไพค์มีอายุเพียง 18 ปีเท่านั้น ตอนที่เธอก่อเหตุสุดสะพรึง เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2538 เธอร่วมมือกับแฟนหนุ่มและเพื่อนอีกคนเพื่อล่อลวง คอลลีน สเลมเมอร์ วัย 19 ปี เข้าไปในป่าที่เมืองน็อกซ์วิลล์ รัฐเทนเนสซี ก่อนจะลงมือทำร้ายสเลมเมอร์อย่างโหดเหี้ยมจนกลายเป็นข่าวใหญ่ระดับประเทศ 

ไพค์และสเลมเมอร์ ต่างเป็นนักเรียนในโครงการฝึกอาชีพน็อกซ์วิลล์ จ็อบ คอร์ปส์ แต่ไพค์เริ่มหวาดระแวงว่าสเลมเมอร์กำลังพยายามแย่งแฟนหนุ่มวัย 17 ปีของเธอที่เรียนอยู่ด้วยกัน จึงล่อลวงอีกฝ่ายไปสังหาร

คริสตา ไพค์

บันทึกของศาลระบุว่า ไพค์เป็นคนลงมือทำร้ายเหยื่อเสียส่วนใหญ่ ซึ่งกินเวลานานกว่าหนึ่งชั่วโมง เมื่อเจ้าหน้าที่พบศพของสเลมเมอร์ในวันรุ่งขึ้น ก็พบร่องรอยว่า เหยื่อถูกทุบตี แทง และถูกทำร้ายด้วยของแข็ง อีกทั้งยังมีร่องรอยการสลักรูปดาวห้าแฉกบนหน้าอกด้วย

ไพค์เคยคุยโวถึงการฆาตกรรมสเลมเมอร์กับนักเรียนคนอื่นว่า เธอใช้คัตเตอร์กรีดคอเหยื่อถึงหกครั้ง ใช้มีดแล่เนื้อฟันที่หลัง สลักรูปเพนทาแกรมบนหน้าผากและหน้าอก และยังคงทำร้ายเหยื่ออย่างต่อเนื่อง แม้ว่าสเลมเมอร์จะ “วิงวอน” ขอให้หยุดแล้วก็ตาม ไพค์กล่าวว่า เธอได้ “ทุ่มก้อนยางมะตอยขนาดใหญ่ใส่ศีรษะเหยื่อ” ซึ่งเชื่อว่าเป็นบาดแผลที่ทำให้เสียชีวิต และยังได้เก็บชิ้นส่วนกะโหลกไว้เพื่อนำไปอวดเพื่อนร่วมสถาบันด้วย

ไพค์ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานฆาตกรรมโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน เธอถูกตัดสินให้รับโทษประหารชีวิต ส่วนแฟนหนุ่มของเธอถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต และมีสิทธิได้รับทัณฑ์บนในเดือนพฤศจิกายนนี้ ขณะที่เพื่อนที่ช่วยดูต้นทาง ก็ได้รับการลดหย่อนโทษเป็นรอลงอาญา เนื่องจากให้การเป็นพยานปรักปรำไพค์

การประหารชีวิตผู้หญิงในสหรัฐเกิดขึ้นน้อยครั้งมาก โรบิน มาเฮอร์ ผู้อำนวยการบริหารของศูนย์ข้อมูลนักโทษประหารชีวิต กล่าวว่า มีผู้หญิงเพียง 18 คน เท่านั้นที่ถูกประหารชีวิตนับตั้งแต่ปี 2519 เมื่อเทียบกับจำนวนนักโทษประหายชาย 1,623 คน

คริสตา ไพค์ กล่าวในจดหมายที่เปิดเผยถึงสื่อมวลชนว่า เธอยอมรับผิดต่อการฆาตกรรม แต่ระบุว่าเธอได้ “เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง” นับตั้งแต่ครั้งยังเป็นวัยรุ่น

ไพค์เขียนว่า “ลองนึกถึงความผิดพลาดที่เลวร้ายที่สุดที่คุณทำในวัยรุ่นที่หุนหันพลันแล่นดู… ของฉันมันเกิดขึ้นอย่างใหญ่หลวง ลืมไม่ลง และทำลายชีวิตนับไม่ถ้วน” และกล่าวว่า ในตอนนั้น เธอเป็นเด็กอายุ 18 ปี ที่มีปัญหาทางสุขภาพจิต

ทีมทนายความของไพค์โต้แย้งว่า หากไพค์ถูกพิจารณาคดีในปัจจุบัน เธอจะไม่มีทางได้รับโทษประหารชีวิตอย่างแน่นอน เนื่องจากอายุที่ยังน้อยและมีปัญหาด้านสุขภาพจิตในขณะนั้น พวกเขาเชื่อว่าเธอควรได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิตโดยไม่มีทัณฑ์บนแทน โดยให้เหตุผลว่า วัยเด็กของไพค์เต็มไปด้วยการล่วงละเมิดทางร่างกายและทางเพศ รวมถึงการถูกทอดทิ้ง ซึ่งเธอเพิ่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคไบโพลาร์และโรคเครียดภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญ (PTSD) ในหลายปีต่อมา

ทนายความของไพค์แย้งว่า เธอควรรับโทษจำคุกตลอดชีวิตมากกว่าโทษประหาร

ในทางกลับกัน นางเมย์ มาร์ติเนซ มารดาของเหยื่อ ได้ยืนหยัดสนับสนุนโทษประหารชีวิตมาโดยตลอด โดยกล่าวว่า “ฉันแค่อยากให้จบชีวิตคริสตา เพื่อฉันจะได้จบเรื่องนี้ เพื่อปลดปล่อยลูกสาวของฉัน เธอจะได้หยุดพักเสียที”

การประหารชีวิตผู้หญิงในรัฐเทนเนสซี ที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ มีเพียง 3 ครั้ง ระหว่างปี 2350-2362 ทั้งหมดเป็นการแขวนคอหญิงผิวดำซึ่งส่วนใหญ่เป็นทาส และไม่มีการระบุอาชญากรรมของพวกเธออย่างชัดเจน การประหารชีวิตไพค์จึงจะเป็นการทำลายสถิติที่ไม่มีการประหารนักโทษหญิงมานานกว่าสองศตวรรษ

หากการประหารชีวิตของคริสตา เกล ไพค์ เกิดขึ้นจริง เธอจะกลายเป็นผู้หญิงคนแรกที่ถูกประหารชีวิตในรัฐเทนเนสซี ในรอบ 206 ปี และเป็นผู้หญิงคนที่ 19 ที่ถูกประหารชีวิตในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกายุคใหม่

ที่มา : usatoday.com

เครดิตภาพ :  Tennessee Department of Correction, Christa Gail Pike’s Legal Team