ถือเป็นการส่งสัญญาณเป็นครั้งแรกของ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่ประกาศชัดเจนว่า ทุกพรรคการเมืองตั้งเป้าจะเป็นพรรคอันดับ 1 เราก็ต้องเล็งผลดีเลิศเช่นกัน ซึ่งก่อนหน้านั้นก็มีบรรดาสมาชิกหลายพรรคการเมือง ประกาศเจตนารมณ์ร่วมงานกับ “พรรค ภท.” ทั้งกลุ่มนายสุชาติ ชมกลิ่น อดีตแกนนำพรรครวมไทยสร้างชาติ (รสทช.) ล่าสุด “นายสันติ พร้อมพัฒน์” ลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรค และสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พร้อมด้วย “นายพัฒนา พร้อมพัฒน์” รมว.สาธารณสุข เปิดตัวเป็นสมาชิกพรรค ภท. ซึ่งหมายความว่า สส. 6 คน จ.เพชรบูรณ์ ที่อยู่ในความดูแล ทั้ง น.ส.พิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์, นายจักรัตน์ พั้วช่วย, นายบุญชัย กิตติธาราทรัพย์, นายวรโชติ สุคนธ์ขจร, นางวันเพ็ญ พร้อมพัฒน์ และ นายอัคร ทองใจสด คงจะตามมาในไม่ช้า และต้องรอดู สส.ในกลุ่ม “นายเอกนัฏ พร้อมพันธ์ุ” แกนนำพรรค รทสช. จะมาร่วมอุดมการณ์ของพรรคสีน้ำเงินหรือไม่ และจะมีกลุ่มอื่นๆ ตามมาอีกหรือไม่ หลังจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาได้ สส. จำนวน 70 ที่นั่ง

ถ้าหวังเป็นแกนนำรัฐบาล คงต้องได้ สส.140 คนขึ้นไป ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะพรรคประชาชน (ปชน.) ก็หวังจะเป็นแกนนำรัฐบาล เช่นเดียวกับพรรคเพื่อไทย (พท.) คงไม่ยอมตกอยู่ในสภาพฝ่ายค้านแน่ๆ เพราะการที่ “น.ส.แพทองธาร ชินวัตร” อดีตนายกฯ ยังทำหน้าที่หัวหน้าพรรค พท. อีกทั้ง “คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์” อดีตภรรยาของนายทักษิณ ชินวัตร ยังปลุกขวัญสมาชิกพรรคว่า ขอให้สู้ๆ นั่นหมายความว่า “ชินวัตร” เดินหน้าสู้ไม่ถอย ดังนั้นการที่ “นายอนุทิน” ประกาศพร้อมเป็นแกนนำรัฐบาล ย่อมตกเป็นเป้าถูกตรวจสอบ และโจมตีจาก “พท.” อย่างเต็มที่

ก่อนหน้านั้น “นายภัทรพงศ์ ศุภักษร” หรือ “ทนายอั๋น บุรีรัมย์” ยื่นหนังสือต่อพรรค พท. ผ่าน นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค พท. ให้พิจารณายื่นเรื่องศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) ถอดถอนนายอนุทิน โดยชี้ว่าผิดจริยธรรมร้ายแรง หลายกรณี 1.กรณีย้ายทะเบียนบ้าน ไปอยู่ที่ดินพิพาทเขากระโดง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ที่เป็นที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)  2.ถูกกล่าวหามีส่วนร่วมคดีฮั้วเลือก สว. คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกหมายเรียกไปรับทราบข้อหา อยู่ระหว่างการดำเนินการของ กกต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) 3.แต่งตั้ง รมว.เกษตรและสหกรณ์ ที่มีปัญหาคุณสมบัติและมาตรฐานทางจริยธรรม 4.ใช้อำนาจสมัยเป็น รมว.มหาดไทย นำถนน อบต. อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ทำเป็นรันเวย์เครื่องบินส่วนตัว โดยให้รวมเสียง สส. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 หรือ 50 คน ส่งต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความคุณสมบัตินายกรัฐมนตรีของนายอนุทิน

ด้าน “นพ.เชิดชัย” กล่าวภายหลังการรับหนังสือว่า จะนำเรื่องที่ยื่นมาไปพิจารณาในที่ประชุมพรรค พท. ในวันที่ 7 ต.ค.ว่า จะเข้าชื่อสส. 50 คน เพื่อยื่นให้ศาล รธน.ตีความคุณสมบัตินายกฯ หรือไม่ ซึ่งเชื่อว่า พรรค พท.ต้องยื่นเรื่องให้ศาล รธน.วินิจฉัย และอาจนำประเด็นเหล่านี้ไปหาข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแน่ๆ ยิ่งหัวหน้าพรรค ภท. ประกาศขอเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ดังนั้นอะไรที่ดิสเครดิตฝ่ายตรงข้ามการเมือง เชื่อว่าคู่แข่งทางการเมืองไม่ยอมปล่อยไว้แน่ๆ

เชื่อว่าฝ่ายค้านคงไม่ปล่อยให้พรรค ภท.ได้ทำงานแบบสะดวกสบายแน่ๆ เพราะมีผลต่อการเลือกตั้งครั้งหน้า ยิ่งฐานการเมืองของภท.และพท.อยู่ในกลุ่มเดียวกัน อีกทั้งอดีตพรรคแกนนำรัฐบาล ยังเผชิญวิกฤติศรัทธา เพราะเพิ่งล้มเหลวจากการเป็นแกนนำรัฐบาล ดังนั้นอะไรที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่น ต้องรีบทำ

กลายเป็นบ่วงรัดคอ และยากที่จะสลัดออกจริงๆ หลัง “นายไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวในระหว่างแถลงนโยบายรัฐบาลว่า ยังไม่เข้ารับตำแหน่ง มีคนติดต่อหาผม ผ่านสมาชิกที่รู้จักผม เสนอมอบเงินให้เดือนละ 40 ล้านบาท เพื่อไม่ให้จับเรื่องคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ และเว็บไซต์ ทำให้สงสัยว่าประเพณีปฏิบัติของ รมว.ดีอี ที่ผ่านมาเป็นอย่างไร แต่ได้ปฏิเสธไปแล้ว นอกจากนั้นมีหลายเรื่องที่อยากศึกษา เพราะมีความเอ๊ะ แม้ผมไม่มีประสบการณ์แต่จะทำงานตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญทุกประการภายใน 4 เดือน

เลยทำให้หลายฝ่ายเรียกร้องให้ “นายไชยชนก” เปิดเผยว่า คนที่เสนอมอบเงินให้ 40 ล้านบาทเป็นใคร หากไม่เปิดเผย หากไม่ดำเนินคดี อาจถูกตั้งข้อหาตามมาตรา 157 ละเว้นในการปฏิบัติหน้าที่ ต่อมารมว.ดีอี ได้สั่งการให้ “นายพชร อนันตศิลป์” ปลัดกระทรวงดีอี ติดตามประเด็นข้อเท็จจริงดังกล่าวอย่างเร่งด่วน พร้อมทั้งรวบรวมหลักฐาน เพื่อดำเนินการเอาผิดตามกฎหมายต่อไป ขณะเดียวกัน หากพบข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่ของกระทรวงดีอี มีส่วนร่วมในขบวนการทุจริต หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ กระทรวงดีอีพร้อมที่จะสอบสวน และเอาผิดตามกฎหมายอย่างถึงที่สุดเช่นกัน

กลายเป็นการบ้านข้อใหญ่ของ นายไชยชนก และเป็นบทเรียนที่สำคัญ กับการออกมาให้ความเห็นในประเด็นต่างๆ ในฐานะผู้นำฝ่ายบริหาร และเรื่องนี้อาจจบลงด้วยการมีคนไปร้องดำเนินคดีตามมาตรา 157

ขณะที่ “นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” อดีตรัฐมนตรี และอดีตสส.พัทลุง เปิดเผยว่า เรื่องที่นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี แถลงว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เสนอเงินผ่านคนใกล้ชิด ให้เดือนละ 40 ล้านบาท เพื่อไม่ให้ดำเนินการกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ว่า ในฐานะประชาชน ได้ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ผ่านทางสำนักงาน ป.ป.ช.พัทลุง เพื่อขอให้ ป.ป.ช.ดำเนินการไต่สวนคำพูดของ รมว.ดีอี เพราะเห็น สส.พูดกันไปพูดกันมา แต่ไม่มีใครเอาจริงกับเรื่องนี้  แม้พรรคประชาชน (ปชน.) ที่ประกาศว่าถอยออกมาเป็นฝ่ายค้านแล้ว ก็วางใจไม่ได้ เพราะเป็นผู้สถาปนารัฐบาลนี้ขึ้นมาเอง จึงไม่รู้ว่า สถานะจริงๆ ของพรรคนี้คืออะไร ดังนั้นในสถานะประชาชน จึงดำเนินการยื่นเรื่องให้มีการตรวจสอบเรื่องนี้

ด้าน “นายพชร อนันตศิลป์” ปลัดดีอี เปิดเผยว่า หลังจากนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี ได้สั่งการให้สอบสวนข้อเท็จจริง  สินบน “สแกมเมอร์ 40 ล้าน” นั้น ได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะมีการตั้งคณะกรรมการกลางเพื่อรวบรวมข้อมูลสอบสวนข้อเท็จจริงขึ้น โดย รมว.ดีอี ย้ำให้เป็นคนจากหน่วยงานภายนอก โดยมีตนเป็นคนในกระทรวงดีอีเพียงคนเดียว เพื่อให้เป็นที่ยอมรับ และให้เกิดความน่าเชื่อถือในการสอบสวน ซึ่งจากการหารือเบื้องต้น จะประกอบด้วย บช.ก. ดีเอสไอ ป.ป.ท. และ ปปง. เป็นต้น ซึ่งคาดว่าจะได้รายชื่อคณะกรรมการกลางภายใน 1-2 วันนี้ และสรุปผลให้เสร็จ ภายใน 30 วัน หรือในสิ้นเดือน ต.ค.นี้

“รมว.ดีอี สั่งการให้เร่งรัดสอบสวนข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จใน 30 วัน จึงต้องเร่งทำงาน การใช้หน่วยงานภายนอกเป็นกรรมการ เพื่อให้มีอำนาจในการสืบสวนสอบสวนโดยตรง สามารถรวบรวมหรือเรียกดูเอกสารหลักฐานต่างๆ ได้ หากมีพยานหลักฐานไปถึงหน่วยงานใด โดยจะเร่งขยายผล ทำตามขั้นตอนของกฎหมาย ซึ่งคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นจะมีไม่ถึง 10 คน เพื่อให้เกิดความคล่องตัว เพื่อเร่งทำงาน ซึ่งหากสามารถรวบรวมหาหลักฐานได้เร็ว อาจจะสรุปผลได้ก่อน 30 วันด้วย” นายพชร กล่าวและว่า ขณะนี้ยังเร็วเกินไป หากจะพูดถึงผลสอบสวน ถ้าออกมาแล้วมีส่วนเกี่ยวข้องกับนักการเมือง ข้าราชการ ซึ่งก็ต้องว่ากันไปตามข้อเท็จจริง ทาง รมว.ดีอี สั่งการแล้วให้ทำให้เรียบร้อย ไม่ว่าใครที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ยิ่งหากเป็นข้าราชการในกระทรวงดีอีมีส่วนเกี่ยวข้อง ก็จะดำเนินการตามกฎหมายถึงที่สุดไม่มีละเว้น

เช่นเดียวกับ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ ให้ความเห็นกรณีนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีตสส.พัทลุง ยื่น ป.ป.ช.ให้ไต่สวนนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี หลังระบุว่า มีคนเสนอเงินให้เดือนละ 40 ล้านบาท ว่า ทุกคนมีสิทธิ ซึ่งคนที่ถูกกล่าวหาก็ต้องชี้แจง ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เมื่อถามว่าแต่เรื่องนี้เป็นเรื่องร้ายแรง เพราะให้ปีละ 480 ล้านบาท ในฐานะผู้นำรัฐบาลจะให้โจทย์หรือการบ้านในการแก้ปัญหาเรื่องเหล่านี้อย่างไร นายกฯ กล่าวว่า “ไม่เกิดขึ้นในรัฐบาลของผม และที่เขาพูดไม่ได้เกิดขึ้นในรัฐบาลของผม เพิ่งทำงานวันนี้วันที่ 2 แต่ถ้ามีเรื่องนี้เข้าไป เขาก็ต้องมีการรื้อ มีการคุ้ย และมีการค้นแน่นอน จริงๆ ตรวจสอบไม่ยากก็ยิ่งดี”

นายกฯ กล่าวอีกว่า ถ้ามีเรื่องของการกระทำที่เป็นการทุจริตจริง นายไชยชนก ไม่มีทางเอาไว้อย่างแน่นอน นายไชยชนก ไม่โกงแน่นอน เป็นคนที่เกลียดการทุจริตและเกลียดความไม่ถูกต้อง เมื่อถามต่อว่าคิดว่าจะสาวไส้ถือผู้บงการได้ง่ายหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “เขาสาวแน่ เวลาเขามีความมั่นใจ อะไรก็เบรกเขาไม่ได้ เห็นแล้วไม่ใช่หรือ ไม่ปล่อยผ่านแน่นอน” เมื่อถามอีกว่าทุกฝ่ายสบายใจได้ใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า แน่นอน ยิ่งมีการตรวจสอบของสังคม และยิ่งเป็นความกังวลของสังคมเช่นนี้ ตนคิดว่าเขาจะต้องใช้เวลา เขาทราบอยู่แล้วว่าต้องทำอย่างไร และเขาตั้งปลัดกระทรวงดีอีขึ้นมาเป็นประธานการสอบสวน ไม่ต้องกังวลตรงนี้เลย

เมื่อถามอีกว่า นายกฯ มั่นใจใช่หรือไม่ ในช่วงระยะเวลา 4 เดือนจะไม่มีการทุจริตอะไรเกิดขึ้น นายกฯ กล่าวว่า “ไม่ว่า 4 เดือน 4 ปี หรือ 40 ปี มันต้องไม่มีเรื่องนี้ ไม่ใช่ว่า 4 เดือนไม่โกง แล้วเดือนที่ 5 จะมาโกงเสียเมื่อไหร่ ไม่มีกี่เดือนก็ต้องไม่โกง ต้องไม่มีทุจริตในรัฐบาลของผม ถ้าเราไม่สามารถทำให้คนเชื่อมั่นได้ เราก็คงไม่มีรัฐมนตรีสายนอกการเมืองเข้ามา ให้ความร่วมมือและทำงานร่วมกัน”

นอกจากจะต้องรอผลสอบของคณะกรรมการสอบสวนที่ทางกระทรวงดีอีตั้งขึ้น คงต้องรอดูฝ่ายค้านจะเดินขยายผลในเรื่องนี้อย่างไร เพราะนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี เป็นเลขาธิการพรรค ภท. ซึ่งถือว่ามีสถานะที่สำคัญทั้งในฝ่ายบริหาร และพรรคแกนนำรัฐบาล จะใช้ปมสินบน 40 ล้านยื่นซักฟอกรัฐบาลหรือไม่.

“ทีมข่าวการเมือง”