นายธนกร หวังบุญคงชนะ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังร่วมกับจ่าเอกยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รมช.อุตสาหกรรม ให้นโยบายข้าราชการกระทรวงอุตสาหกรรม และนโยบายควิก บิ๊ก วินของกระทรวงอุตสาหกรรม ว่า ได้ตั้งคณะเต็มเหนี่ยวขึ้นมา เพื่อมาปราบโรงงาน และสินค้าผิดกฎหมายต่างๆ ลักษณะการทำงานคล้ายกับทีมสุดซอย เนื่องจากที่ผ่านมาทำได้ดี แต่จะมีลักษณะแตกต่างกัน คณะเต็มเหนี่ยวจะเน้นกติกาถ้าโรงงานไหนทำผิดกฎหมาย จะถูกสั่งปิด ถ้าแก้ไขถูกต้องแล้ว ก็จะให้กลับมาเปิดโรงงานโดยเร็ว จะไม่ไปปิดค้างไว้อย่างนั้น เพราะสร้างความเสียหายให้กับผู้ประกอบการ รวมทั้งจะเข้าไปตรวจสอบเข้มงวดสินค้าสวมสิทธิ  เพื่อรับมือปัญหาเร่งด่วนจากสงครามการค้า และมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐ  และได้หารือร่วมกับผู้บริหารธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีดีแบงก์) ให้เร่งเข้าไปช่วยเหลือผู้ประกอบการ  เร่งเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทันที เช่น ออกมาตรการสินค้าดอกเบี้ยต่ำ

“เรื่องสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพทะลักเข้ามา เรามีข้อมูลตัวเลขอยู่ โดยสินค้าจากจีนที่ด้อยคุณภาพ ทะลักเข้ามาเยอะ เราต้องดำเนินการจับกุมกวาดล้าง บังคับใช้กฎหมายที่เคร่งครัดที่สุด รวมทั้งให้กวดขันเรื่องอ้อยไฟไหม้ ปีที่แล้วตัวเลขดีแล้ว ปีนี้ก็จะดีขึ้น ส่วนเรื่องมาตรการลงทุน ได้ให้จ่าเอกยศสิงห์ เข้าไปดูเรื่องตัวเลขการลงทุน ทำไมนักลงทุนขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) แล้ว แต่ทำไมยังไม่เริ่มลงทุน ให้ไปดูว่า มีอุปสรรคหรือติดขัดอะไรหรือไม่อย่างไร ได้เข้ามาช่วยกันแก้ไข เพื่อให้มีปริมาณเงินลงทุนเข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ส่วนแนวทางการออกใบอนุญาตโรงงานต่างๆ  ยังยึดแนวปฏิบัติหลักกฎหมายเป็นหลัก เราต้องทำในสิ่งที่ถูกต้อง”

สำหรับนโยบายหลักการทำงานขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย จะทำงานภายใต้กรอบ ฝ่า-ฟัน-ดึง-ดัน คือ

ฝ่า รับมือปัญหาเร่งด่วนจากสงครามการค้าและมาตรการภาษีตอบโต้ เร่งช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบ เสริมสภาพคล่องด้วยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำรายละ 1 ล้านบาท ปกป้องจากการทุ่มตลาด และยกระดับระบบตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าแบบดิจิทัล เพื่อให้แข่งขันได้อย่างโปร่งใสและยั่งยืน

ฟัน จัดระเบียบอุตสาหกรรมอย่างเด็ดขาด ด้วยการปราบปรามโรงงานเถื่อน การลักลอบนำเข้าสินค้าไม่ได้มาตรฐาน และการทิ้งกากอุตสาหกรรม พร้อมบังคับใช้กฎหมายเข้มงวด ควบคู่กับการยกระดับมาตรการสิ่งแวดล้อม ให้โรงงานติดตั้งระบบตรวจสอบมลพิษเรียลไทม์ ลดการเผาอ้อยผ่านการสนับสนุนเกษตรกร และพัฒนาระบบจัดการกากอุตสาหกรรมให้โปร่งใสและยั่งยืน

ดึง เงินลงทุน เดินหน้าดึงเม็ดเงินลงทุนด้วย 2 แนวทางหลัก คือ ขับเคลื่อนบีซีจี  และพลังงานสะอาด ยกระดับภาคการผลิตไทยสู่มาตรฐานสากล ลดคาร์บอน ลดต้นทุนพลังงาน และเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ผ่านมาตรการสำคัญ เช่น อุตสาหกรรมคาร์บอนเป็นศูนย์ ปี 73  โครงการโซลาร์รูฟท็อป และตลาดคาร์บอนอุตสาหกรรม ควบคู่กับการสร้างสภาพแวดล้อมการลงทุนที่ทันสมัยและโปร่งใส ด้วยการปรับปรุงกฎระเบียบ ลดขั้นตอน เอื้อต่อธุรกิจ ส่งเสริมการลงทุนด้านพลังงานและดิจิทัล และผลักดันกฎหมายสำคัญ เช่น พ.ร.บ.การจัดการกากอุตสาหกรรม และ พ.ร.บ. มอก. เพื่อสร้างระบบการผลิตที่รัดกุม ยั่งยืน และแข่งขันได้ในเวทีโลก

ดัน วางรากฐานสู่อุตสาหกรรมอนาคต สนับสนุนเอสเอ็มอี เข้าถึงเทคโนโลยีและพัฒนาทักษะแรงงาน ผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ ยานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ ดิจิทัล เอไอ เซมิคอนดักเตอร์ และอาหารแห่งอนาคต–ชีวเศรษฐกิจ ควบคู่กับอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์อย่างการแพทย์ เทคโนโลยีสุขภาพ และปาล์มน้ำมัน

จ่าเอกยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รมช.อุตสาหกรรม กล่าวว่า จะเน้นลงพื้นที่เพื่อดูแลนิคมอุตสาหกรรม เพื่อป้องกันไม่ให้สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในชุมชน จะกำชับให้หัวหน้าสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศ ต้องร่วมมือกับองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ประชาชนในพื้นที่ที่มีโรงงานอุตสาหกรรมที่เสี่ยงต่อมลพิษต้องตรวจสอบการทำงานของโรงงานอุตสาหกรรมอย่างเข้มข้น เป็นการป้องกันปัญหาล่วงหน้า นโยบายหลักๆ ของตนคือการปิดและเปิดเร็ว คือ หากมีการกระทำผิดมีการปล่อยมลพิษก็ต้องถูกสั่งปิดทันที จากนั้นจะต้องแก้ไขให้ถูกต้อง ก็จะพิจารณาให้เปิดใหม่ได้ทันที แต่หากไม่สามารถแก้ไขได้ก็ต้องปิดกิจการตามกฎหมายเช่นกัน