เมื่อวันที่ 5 ต.ค. ที่ว่าการอำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รมช.มหาดไทย เดินทางลงพื้นที่ติดตามการช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุทกภัย พร้อมมอบเครื่องอุปโภค-บริโภคถุงยังชีพของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยให้กับประชาชนผู้ประสบอุทกภัย จำนวน 500 ชุดโดยมี นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านสาธารณภัยและพัฒนาเมือง นายสหรัฐ วงศ์สกุลวิวัฒน์ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายบุญเหลือ บารมี รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก น.ส.พิมพ์พิชชา ชัยศุภกิจเจริญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พร้อมด้วยนายกองตรี นิยม ช่างพินิจ และหัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ ตลอดจนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมลงพื้นที่

นายศักดิ์ดา กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย และผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ได้กำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในฐานะผู้อำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยระดับต่าง ๆ ดำเนินทุกมาตรการตามแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ โดยเฉพาะขณะนี้หลายพื้นที่ได้รับผลกระทบจากพายุบัวลอย รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจต่อความทุกข์ยากของประชาชน ตนได้กำชับให้ทุกฝ่ายช่วยเหลือประชาชนในทุกด้าน ทั้งการดำรงชีวิต การซ่อมแซมบ้านเรือนที่อยู่อาศัย และสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ถนน สะพาน และระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้สัญจร และหลังสถานการณ์คลี่คลายก็จะสำรวจความเสียหายเพื่อเยียวยา ทั้งด้านการเกษตร อาคารบ้านเรือน รวมถึงการประกอบอาชีพในช่วงต่อไป

“ท่ามกลางวิกฤติ เรายังคงเห็นแสงแห่งความหวังจากน้ำใจของทุกภาคส่วน ที่ร่วมแรงร่วมใจลงมือช่วยเหลือโดยไม่ลังเล นี่คือพลังของสังคมไทยที่ไม่ทอดทิ้งกัน จึงขอขอบคุณอย่างใจจริงต่อทุกภาคส่วนที่ร่วมกันทุ่มเทปฏิบัติงานช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย และขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านเดินหน้าต่อไปด้วยหัวใจที่เข้มแข็ง เสียสละ อันนำมาซึ่งสังคมไทยที่จะไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง” รมช.มหาดไทย กล่าว

รมช.มหาดไทย กล่าวต่อว่า สำหรับสถานการณ์น้ำในพื้นที่บางระกำโมเดล ในขณะนี้มวลน้ำจากสุโขทัยได้ไหลเข้าสู่พื้นที่บางระกำโมเดล 3 อำเภอ คือ อ.พรหมพิราม อ.เมืองพิษณุโลก และ อ.บางระกำ รวม 2.56 แสนไร่ เกินเป้าหมายที่สำนักงานชลประทานกำหนดไว้ คือ 400 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งมีปริมาณมากกว่าทุกปี โดยพื้นที่ฯ ได้กักเก็บน้ำถึง 130% และส่งผลกระทบต่อถนนสายหลักที่เชื่อมโยงตามหมู่บ้านต่างๆ ที่ต้องถูกน้ำท่วมมากขึ้น ประมาณ 2-3 สัปดาห์ ก่อนจะระบายสู่ลุ่มน้ำภาคกลางรวมถึงแม่น้ำน่าน ที่ขณะนี้ระดับน้ำยังสูงมาก ต้องรอระดับน้ำลดลงจึงจะสามารถระบายได้มากขึ้น.



