เมื่อวันที่ 30 เม.ย. จากกรณี ครม.มีมติ เมื่อวันที่ 28 เม.ย.ที่ผ่านมา ให้นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ไปดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำให้ นายราเชนตัดสินใจยื่นหนังสือลาออกจากราชการก่อนกำหนดเกษียณราชการทันที ในวันที่ 29 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยให้สัมภาษณ์ว่า สาเหตุมาจากการทำงานภายใต้แรงกดดันและการไม่ตอบสนองต่อฝ่ายการเมือง กรณีมีโทรศัพท์จากซีอีโอ สายการบินชื่อเป็นสัตว์ นามสกุล จ. มาขอพบ บอกว่าจะมาช่วยดูงานซ่อมอากาศยาน แต่อธิบดีไม่ได้พบ เพราะมีงานนัดหมายล่วงหน้า ไม่รู้มิจฉาชีพไหม

จากนั้นมาขอพบใหม่อ้างว่าเป็นเครือญาติผู้ใหญ่ และเป็นหลานผู้ใหญ่ แต่ตนเองติดภารกิจ โดยระบุว่าตนเองต้องการรักษาศักดิ์ศรีของ “ข้าราชการมืออาชีพ” และได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่แล้ว โดยเฉพาะภารกิจทำฝนหลวงเพื่อบรรเทาปัญหาฝุ่น PM2.5 และภัยแล้งในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งจริงๆ แล้ว ตั้งใจจะลาออก 7 ส.ค.นี้ เพราะอายุจะครบ 60 ปีแล้ว โดยที่มีรายงานว่า นายราเชน จะเข้ายื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่อพรรคกล้าธรรมที่รัฐสภา ในช่วงบ่ายวันนี้นั้น


อย่างไรก็ตาม รายงานข่าวจากคนใกล้ชิดนายราเชนเปิดเผยว่า ความขัดแย้งระหว่างนายราเชน และนายสุริยะ เป็นความขัดแย้งส่วนตัว ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงเลือกตั้ง ซึ่งนายราเชน ส่งลูกสาวคือ น.ส.ณภัชชา ศิลปะรายะ ลงสมัคร สส.เขต 2 สกลนคร ในนามพรรคภูมิใจไทย โดยเป็นการปูทางให้ลูกสาวชิมลางการเมืองก่อน ส่วนตัวนายราเชนตั้งเป้าจะลงสมัครชิงนายก อบจ.สกลนคร บ้านเกิด ในนามพรรคภูมิใจไทยต่อไปในอนาคตหลังเกษียณอายุราชการ

ทั้งนี้เขต 2 สกลนครมีผู้สมัครคู่แข่ง คือ นายชาตรี หล้าพรหม ศิษย์เก่าพรรคประชาธิปัตย์ที่ย้ายค่ายมาอยู่พรรคกล้าธรรม เป็นเจ้าของพื้นที่ และนายอภิชาติ ตีรสวัสดิชัย ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย อดีต สส.เขต 1 สกลนคร ที่ย้ายมาลงเขต 2 เพื่อหวังชิงพื้นที่ของพรรคเพื่อไทยมาตลอดแต่มาเสียแชมป์ในการเลือกตั้งปี 66 คืนมา และส่งลูกชาย คือนายตวงภัทร ตีรสวัสดิชัย ลงสมัครในเขต 1 แทน ซึ่งทั้ง 2 เขตนี้ถือเป็นความหวังของนายสุริยะ และพรรคเพื่อไทยจึงทุ่มทำพื้นที่อย่างเต็มที่


ขณะที่ นายราเชน ก็สนับสนุนลูกสาวในการทำพื้นที่อย่างเต็มสูบเช่นกัน จนกระแสของ น.ส.ณภัชชาในช่วงเลือกตั้งมาแรงแซงผู้สมัครจากพรรคกล้าธรรมและพรรคเพื่อไทย ทำให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ซึ่งมีส่วนในการแต่งตั้งนายราเชนเป็นอธิบดี ต่อสายถึงนายราเชนขอให้ถอยไปก่อน สุดท้ายผลการเลือกตั้งออกมาปรากฏว่านายชาตรี ชนะเลือกตั้งด้วยคะแนน กว่า 2.5 หมื่นคะแนน ส่วน น.ส.ณภัชชา แม้จะหลีกทางแล้วแต่ได้มาถึง 2 หมื่นกว่าคะแนน ขณะที่นายอภิชาติ ตามมาเป็นลำดับ 3 ได้เพียง 1.9 หมื่นคะแนน ซึ่งทางพรรคเพื่อไทยมองว่าคะแนนของ น.ส.ณภัชชาเป็นการชิงฐานเสียงมาจากพรรคเพื่อไทย จนทำให้แพ้เลือกตั้ง ที่สำคัญนายราเชนยังถูกมองเป็นหอกข้างแคร่ เพราะมีความใกล้ชิดและเติบโตในยุคพรรคกล้าธรรม


สำหรับประวัติของ นายราเชน เป็นข้าราชการสายวิศวกรที่มีบทบาทสำคัญในการบริหารงานด้านทรัพยากรน้ำและการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง จบปริญญาตรี สาขาวิทยาศาสตรบัณฑิต (เทคโนโลยีอุตสาหกรรมก่อสร้าง) จากสถาบันราชภัฏอุบลราชธานี และปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต (วิศวกรรมโยธา) จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน


นายราเชนเติบโตมาจากสายงานด้านชลประทาน ก่อนจะย้ายมาปฏิบัติราชการในระดับบริหารที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำรงตำแหน่งที่สำคัญ คือ ผู้อำนวยการโครงการก่อสร้าง สำนักงานชลประทานที่ 5 (อุดรธานี) กรมชลประทาน ผู้อำนวยการสำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร และได้รับมติเห็นชอบจาก ครม.ให้ดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 13 ม.ค. 2568 เป็นอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่างลง ในยุคนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรคกล้าธรรม เป็นรมว.เกษตรฯ.