สำนักข่าวซินหัวรายงานจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน เมื่อวันที่ 5 ต.ค. ว่าวิธีการหาอายุด้วยยูเรเนียม-ตะกั่ว (U-Pb) ใช้แสงเลเซอร์ทำให้แร่ธาตุในเศษฟอสซิลเปลือกไข่กลายเป็นไอ ซึ่งไอดังกล่าวประกอบด้วยอะตอมของยูเรเนียมและตะกั่ว โดยตลอดระยะเวลาหลายล้านปีที่ผันผ่าน ยูเรเนียมค่อย ๆ กลายเป็นตะกั่วเหมือนเม็ดทรายทยอยไหลในนาฬิกาทราย


คณะนักวิทยาศาสตร์ตรวจวัดสัดส่วนของยูเรเนียมและตะกั่วที่ก่อตัวขึ้นมาใหม่ในแร่ธาตุ เพื่อตัดสินว่า “นาฬิกาทราย” เดินไปนานเท่าไร ซึ่งช่วยเผยอายุของฟอสซิล


จ้าวปี้ นักวิจัยหลักจากสถาบันธรณีศาสตร์มณฑลหูเป่ย์ กล่าวว่า วิธีการนี้ถูกใช้คำนวณอายุของโลก แมกมาบนดวงจันทร์ และหินในถ้ำ


จ้าวกล่าวว่าก่อนการศึกษาครั้งนี้ วิธีการทั่วไปคือการหาอายุของชั้นหินที่ไข่ไดโนเสาร์ฝังตัวอยู่ แต่วิธีการโดยอ้อมดังกล่าวบอกช่วงเวลาโดยประมาณเท่านั้น เช่น ยุคครีเตเชียสตอนปลายที่ย้อนเวลากลับไป 66-100 ล้านปี และขาดแคลนความแม่นยำ


ผลการศึกษาใหม่ซึ่งเผยแพร่ผ่านวารสาร “ฟรอนเทียร์ส อิน เอิร์ธ ไซเอนซ์” ระบุว่า ทีมของจ้าวใช้วิธีการหาอายุด้วยยูเรเนียม-ตะกั่วกับฟอสซิลไข่ไดโนเสาร์ยุคครีเตเชียสเป็นครั้งแรก ซึ่งช่วยตัดสินอย่างแม่นยำว่าแร่ธาตุภายในเปลือกไข่ที่ขุดพบจากเทือกเขาชิงหลงก่อตัวเมื่อ 84.17-87.65 ล้านปีก่อน

ภาพจากสถาบันธรณีศาสตร์มณฑลหูเป่ย์ในจีน : ฟอสซิลไข่ไดโนเสาร์ที่แหล่งเทือกเขาชิงหลง ในเมืองสือเยี่ยน ธ.ค. 2566

นักวิจัยถ่ายรูปฟอสซิลไข่ไดโนเสาร์ที่พิพิธภัณฑ์แหล่งฟอสซิลไข่ไดโนเสาร์ บนเทือกเขาชิงหลง ในเมืองสือเยี่ยน ของมณฑลหูเป่ย์ ทางตอนกลางของจีน 16 พ.ค. 2567


ทั้งนี้ สภาพภูมิอากาศโลกในช่วงเวลานั้นมีการเปลี่ยนแปลงอันมีนัยสำคัญ โดยเย็นตัวลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากสภาวะเรือนกระจกนับตั้งแต่ราว 93 ล้านปีก่อน ซึ่งการศึกษาครั้งนี้บ่งชี้ว่า ไดโนเสาร์ในเทือกเขาชิงหลงวางไข่ในช่วงเวลาที่โลกกำลังเย็นตัวลง


นับตั้งแต่ทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา คณะนักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบฟอสซิลไข่ไดโนเสาร์ในเทือกเขาชิงหลง เมืองสือเยี่ยน มณฑลหูเป่ย์ นำสู่การจัดตั้งเขตอนุรักษ์ธรรมชาติระดับชาติและพิพิธภัณฑ์ในพื้นที่ ซึ่งปัจจุบันเก็บรักษาฟอสซิลไข่ไดโนเสาร์อยู่มากกว่า 3,000 ฟอง


จางสู่คัง ผู้ร่วมเขียนผลการศึกษา จากสถาบันบรรพชีวินวิทยาสัตว์มีกระดูกสันหลังและบรรพมานุษยวิทยา สังกัดสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์แห่งชาติจีน กล่าวว่า ไข่ไดโนเสาร์ส่วนใหญ่ในเทือกเขาชิงหลงอาจจัดอยู่ในหนึ่งสกุลและสายพันธุ์ ได้แก่ Placoolithus tumiaolingensis


เนื่องจากเปลือกไข่ทำจากแร่ธาตุคาร์บอเนตเป็นส่วนใหญ่ คณะนักวิจัยเชื่อว่าควรใช้วิธีการหาอายุนี้กับไข่ไดโนเสาร์จากพื้นที่อื่น ๆ และไข่ของสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่ไดโนเสาร์ รวมถึงฟอสซิลอื่น ๆ หรือหินและแร่ธาตุรอบฟอสซิล ซึ่งจะมอบข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเส้นเวลาของวิวัฒนาการ.

ข้อมูล-ภาพ : XINHUA