นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมสรรพากรเร่งคืนภาษีที่ค้างจ่ายคืนให้แก่ภาคธุรกิจวงเงินรวม 1.6 แสนล้านบาท เพื่อเติมสภาพคล่องเข้าในระบบเศรษฐกิจ สำหรับการคืนภาษีดังกล่าวนั้น ตามปกติแล้ว กรมฯจะต้องมีการตรวจสอบข้อมูลให้แล้วเสร็จก่อนที่จะคืนภาษี แต่ครั้งนี้ เราจะดูข้อมูลเพียง 60-70% จากนั้น เราจะใช้วิธีตรวจสอบภายหลัง ซึ่งแนวทางนี้เคยทำมาเมื่อช่วงที่เกิดวิกฤตโควิด เพื่อเติมสภาพคล่องเข้าไปในระบบ

ส่วนค่าเค หรือตัวเลขดัชนีที่ใช้ในการปรับเพิ่ม-ลดค่างานก่อสร้าง เพื่อสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนวัสดุและค่าแรงตามเวลา โดยใช้ในการเปรียบเทียบระหว่างราคา ณ วันเปิดซองประกวดราคา กับ ราคา ณ วันส่งมอบงานแต่ละงวด ของผู้รับเหมาก่อสร้างนั้น ได้ประสานกับทางสำนักงบประมาณแล้ว โดยได้รับรายงานว่า ขณะนี้ ค่าเคที่ค้างจ่ายแก่ผู้รับเหมานั้น ทางสำนักงบประมาณได้เบิกจ่ายไปแล้วทั้งหมด

“ตอนนี้ รถยนต์เศรษฐกิจน้ำมันใกล้หมด จึงต้องเติมสภาพคล่องเข้าไปให้เขา เราก็จะใช้มาตรการทางการเงินและภาษีเข้าไปช่วย โดยเอสเอ็มอีทั่วไปและซัพพลายเชน เราจะเติมเงินเข้าไปผ่านการให้สินเชื่อวงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาท ส่วนธุรกิจรายใหญ่เราก็จะใช้มาตรการทางภาษีเข้าไปช่วยกรณีที่เข้าไปช่วยเหลือเอสเอ็มอี เหมือนโครงการพี่ช่วยน้อง ขณะเดียวกัน เราก็จะคืนภาษีให้เร็ว ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 1.6 แสนล้านบาท”

ขณะที่แนวทางแก้ปัญหาหนี้สินรายย่อย ได้สั่งการให้กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสรุปแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้ให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน โดยรัฐบาลจะใช้เงินจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งอยู่ในส่วนโครงการคุณสู้เราช่วยที่เหลือทั้งหมด2.6 หมื่นล้านบาท มาใช้ในการรับซื้อหนี้เสีย โดยราคาในการรับซื้อจะเป็นราคาส่วนลด แต่ไม่กระทบกับงบแบงก์ เพราะมีการตั้งสำรองไว้หมดแล้ว

ส่วนเอเอ็มซีที่ทำหน้าที่ในการรับซื้อนั้น เดิมเราคิดไว้หลายแนวทาง หนึ่งในแนวทาง คือ การจัดตั้งเอเอ็มซีขึ้นมาใหม่ แต่แนวทางนี้ จะใช้ระยะเวลานาน ดังนั้น เราจึงสรุปว่า จะให้เอเอ็มซีของรัฐมาทำหน้าที่ในการรับซื้อ เช่น บริษัท บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด โดยเมื่อรับซื้อหนี้มาแล้ว จะต้องมาบริหารจัดการตัดลดและยืดหนี้ เพื่อให้ลูกหนี้มีความสามารถในการชำระหนี้ได้ ขณะเดียวกัน จะต้องพัฒนาศักยภาพของลูกหนี้ให้สามารถกลับมาขอสินเชื่อใหม่ได้ด้วย

นายเอกนิติ กล่าวว่า มาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยเมืองรอง กระทรวงการคลังมีแนวคิดที่จะให้สิทธิลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ที่อยู่ในระบบภาษีเท่านั้น โดยจะให้สิทธินำรายจ่ายจากการท่องเที่ยวเมืองรองมาหักลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 2 เท่า เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ นอกจากการให้สิทธิลดหย่อนภาษีดังกล่าวแล้ว กระทรวงการคลังยังเตรียมเสนอ ครม.เพื่อให้ส่วนราชการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบอบรมสัมมนาหรือเรียกว่าฟร้อนโหลด เพื่อจัดอบรมสัมมนาในพื้นที่เมืองรองภายในเดือนม.ค.68

สำหรับงบส่วนนี้ คาดว่า จะมีประมาณ 1 หมื่นล้านบาท เป็นของส่วนราชการ 3,600 ล้านบาท รัฐวิสาหกิจ 3,000 ล้านบาท ที่เหลือเป็นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำหรับส่วนราชการขนาดใหญ่สามารถพ่วงการท่องเที่ยวเมืองหลักเข้าไปด้วยได้ นอกจากนี้ ให้สิทธิลดหย่อนภาษีสำหรับรายจ่ายที่เกิดจากการซ่อมแซมที่พักหรือโรงแรม เพื่อพัฒนาแหล่งที่พัก โดยให้สิทธิลดหย่อนภาษีในจำนวน 1.5 เท่า หรือ 2 เท่า