การเปิดแคมเปญ ยกเครื่องเพื่อไทย-ยกเครื่องประเทศไทย ของอดีตพรรคแกนนำรัฐบาล  คงหวังความชัดเจนจากสมาชิกพรรค  ใครจะไปต่อ ใครจะโบกมือลา นอกจากนี้จะมีการแสดงวิสัยทัศน์จาก น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.)  ซึ่งการที่อดีตนายกฯ ยังทำหน้าที่เป็นผู้นำพรรคต่อ  คงเปรียบเป็นตัวแทน นายทักษิณ ชินวัตร เพื่อช่วยยืนยันว่า “ชินวัตร” จะยังสู้ต่อ ไม่มีถอย แม้ผู้นำจิตวิญญาณของพรรค พท. จะยังขาดอิสรภาพ  รวมทั้งการที่ “คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์” ส่งสัญญาณให้ สส.ได้รับรู้ยังสู้ต่อ  ยืนยันพรรค พท. เดินหน้าเต็มร้อย  เพราะการมีพรรคการเมืองอยู่ในความดูแล  ช่วยรับประกันในเรื่องการมีอำนาจต่อรอง  ทั้งเรื่องการเมืองและ ความเป็นไปในเศรษฐกิจ  แต่คงไม่ใช่หลักประกันว่า จะยึด สส.ไว้ให้อยู่ในพรรคได้มากที่สุด  เพราะบริบทการเมืองเปลี่ยน

นอกจาก กระแสการยอมรับของประชาชน  ยังมีเรื่องผลงานในฐานะฝ่ายบริหารต้องยอมรับ  นอกจากเรื่องทุนรอนที่ใช้ในการหาเสียง  ผลงานระหว่างฝ่ายบริหาร ถือเป็นสิ่งสำคัญ ช่วงสองปีที่ผ่านมา  ผลงานของรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน และ น.ส.แพทองธาร ล้มเหลว ไม่ได้รับการยอมรับ  อีกทั้งยังมีบาดแผลจาก คลิปเสียงอดีตนายกฯ กับ สมเด็จฮุน เซน  ประธานวุฒิสภากัมพูชา  จนทำให้มีปัญหาเรื่องจริยธรรมติดตัวอยู่   เกิดปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา  ซึ่งมีผลต่อฐานเสียงในพื้นที่อีสานใต้  เลยทำให้หลายคนมองว่า  กิจกรรมของพรรค พท.ครั้งนี้ หวังเช็กชื่อใครจะไปต่อกับพรรค พท.  และ “ชินวัตร” ยังสู้ต่อในทางการเมือง  แม้จะบอบช้ำจากวิบากกรรมในช่วงที่ผ่าน  

แต่ที่สำคัญคือ การตรวจสอบ และ ดิสเครดิตรัฐบาล ภายใต้การนำของนายอนุทิน  ชาญวีรกูล  โดยการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งตามไทม์ไลน์ ถ้าไม่ยื่นญัตติ ภายในสิ้นเดือน ต.ค.  ก่อนปิดสมัยในวันที่ 30 ต.ค. ก็อาจต้องรอไปถึงวันที่ 12 ธ.ค. ซึ่งสภาจะเปิดสมัยประชุมอีกครั้ง  แต่นายกฯ ประกาศชัดว่า จะยุบสภาภายในวันที่ 31 ม.ค. 69 ดังนั้นหากพรรค พท.จะยื่นซักฟอก ต้องดำเนินการไม่เกินเดือน ม.ค. เพราะหากยื่นแล้ว รัฐบาลจะยุบสภาไม่ได้   หรืออาจจะยื่นภายในสมัยประชุมนี้  ยิ่งจับท่าทีสมาชิกพรรคฝ่ายค้าน ก็พยายามเปิดแผลรัฐบาลอยู่หลายเรื่อง  ทั้งเรื่อง ที่ดินเขากระโดง  คดีฮั้ว สว.  หรือ คุณสมบัติรัฐมนตรีบางคน 

ก่อนหน้านี้ นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีตประธานกรรมาธิการ (กมธ.) กิจการศาล องค์กรอิสระฯ กล่าวถึงการแต่งตั้งรัฐมนตรีของรัฐบาลอนุทิน  ชาญวีรกูล ว่า  มีแต่คนส่งข้อมูลเทาๆ มาให้ตน มีรัฐมนตรีหลายคนมีผลประโยชน์ทับซ้อน แต่ก็ยังดันทุรังตั้ง เช่น นายสันติ ปิยะทัต รมต.ประจำสำนักนายกฯ โดยนายกฯ มอบหมายให้ดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เนื่องจากพบว่า มีความไม่เหมาะสม มีผลประโยชน์ทับซ้อน เกี่ยวข้องกับคดีต่างๆ ที่ สคบ. กำกับดูแลหรือไม่ บริษัทฯ ที่นายสันติ เคยเป็นกรรมการบริหาร ถูกร้องเรียน และมีคดีกับ สคบ.หลายคดี ถึงแม้จะลาออกแค่ไม่กี่วันก่อนรับตำแหน่ง แต่บริษัทก็มีชนักติดหลัง  ทั้งนี้เห็นว่านายกฯ ต้องปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทันที เพราะไม่ใช่แค่นายสันติ ที่ประชาชนอาจไม่ไว้วางใจเท่านั้น ยังมีอีกหลายคนที่ได้รับข้อมูลเป็นจำนวนมาก จะยื่นร้องต่อองค์กรอิสระเพื่อเอาผิด ทั้งผู้แต่งตั้ง รวมทั้งรมต.ประจำสำนักนายกฯ รวมทั้งคณะที่ปรึกษา ซึ่งอาจมีเจตนาในการเข้ามาแทรกแซงระบบราชการ  รวมทั้งประมวลจริยธรรม ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ต่อองค์กรอิสระต่อไป

จับสัญญาณเชื่อว่า พรรค พท.คงต้อง ยื่นซักฟอกแน่ๆ  เพื่อหวังดิสเครดิตพรรคภูมิใจไทย (ภท.) แกนนำรัฐบาล เพราะมีฐานเสียงเดียวกัน  เพียงแต่จะอาศัยจังหวะเวลาในช่วงไหน  ซึ่งจะขึ้นอยู่กับข้อมูล และเอกภาพของพรรคฝ่ายค้าน แต่ พรรคประชาชน (ปชน.) แกนนำพรรคฝ่ายค้านกับ พท. ก็ไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกัน  

ขณะที่ น.ส.แพทองธาร  ชินวัตร หัวหน้าพรรค พท. กล่าวปาฐกถา “ยกเครื่องเพื่อไทย ยกเครื่องประเทศไทย” ว่า ดิฉันพร้อมสู้ และพรรค พท.ก็พร้อมสู้ ประเทศไทยต้องการ การเมืองที่สร้างสรรค์ ต้องการการเมืองที่เป็นความหวังของพี่น้องประชาชน ต้องการความร่วมมือการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ของคนทุกรุ่นทุกวัยเพื่อให้การเมืองนั้นมี ความเป็นส่วนรวมมากยิ่งขึ้น มีการประสานงาน มีการผลักดันนโยบายต่างๆ การจะทำให้ความหวังเป็นจริงได้ พรรค พท. ต้องสรุปบทเรียนที่ผ่านมา เพื่อสรุปบทเรียนที่จะปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป สรุปบทเรียนที่ผ่านมา มีทั้งข้อดี ข้อเสีย ข้อผิดข้อพลาด ข้อทำถูกต้องอะไรบ้างที่จะทำให้ เราสามารถปรับตัว เพื่อรับมือกับสถานการณ์ เพื่อรับมือกับคนรุ่นใหม่ๆ และเพื่อรับมือกับเหตุการณ์ของบ้านเมือง การเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างจริงจัง เพื่อสร้างพรรคการเมือง ที่สามารถทำให้ประเทศไทยในฝันของหลายๆ คนเกิดขึ้นจริงได้ ในวันนี้พรรค พท.จึงต้องทำ การ ยกเครื่องครั้งใหญ่ 

ส่วนความเคลื่อนไหวของพรรค ภท. ยังมีบรรดานักการเมือง หลั่งไหลสมัครเป็นสมาชิกพรรค  และแสดงตัวเพื่อลง สส.สมัยหน้าจำนวนมาก  โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรค ภท.  มาให้การต้อนรับด้วยตัวเอง โดย มีทั้ง สส.และสมาชิกพรรค พท. นายพงศกร อรรณนพพร  อดีตสส.ขอนแก่น พรรค พท., นายทวิรัฐ อดีตสส.นครราชสีมา และ นายตติรัฐ 2 พี่น้อง ตระกูล “รัตนเศรษฐ” และ  สจ.อัครวัฒน์ กุลเฉลิมพัฒน์ รองประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นครราชสีมา  (คนที่ 1) ขณะที่ “นายโกศล ปัทมะ”  สส.นครราชสีมา พรรค พท. มาเพื่อแสดงเจตจำนงว่าจะมาร่วมงานกับพรรคภท.การเลือกตั้งครั้งหน้า

นายอนุทิน  กล่าวว่า เป็นการยืนยันอย่างหนึ่งว่า รัฐบาลชุดนี้จะยุบสภา ในระยะเวลาไม่เกิน 4 เดือน หลังจากวันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าทุกพรรคการเมืองจะต้องมีการเตรียมพร้อมบริหารจัดการไปสู่การเลือกตั้ง ซึ่งจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนในต้นปีหน้า เมื่อถามว่า  พรรค ภท.ตั้งเป้า จะเป็นพรรคอันดับหนึ่ง เลยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราเล็งผลเลิศ ต้องฝากนโยบายของพรรค ผ่านผู้สมัคร สส.ของพรรค ไปแจ้งให้กับประชาชนรับทราบ เพื่อให้เกิดความมั่นใจ และไว้วางใจในการเลือกพรรค ภท.มารับใช้ประชาชน  เมื่อถามว่า มาเยอะขนาดนี้ พรรค ภท.จะใหญ่ขึ้น หรือไม่ นายอนุทิน  กล่าวว่า เรามองว่าเป็นโอกาสที่จะสามารถทำงานให้กับบ้านเมืองอย่างเต็มที่ ยิ่งมีโอกาสทำงาน ทุกคนก็รู้สึกว่าอยากจะทุ่มเททุกความสามารถ ที่มีอยู่รับใช้ประชาชน มีคนที่ ประสบความสำเร็จ มากมาย ที่เขาไม่ต้องกังวลกับชีวิตส่วนตัว และประโยชน์ส่วนตัว อย่าง นายนภินทร ศรีสรรพางค์  รมต.ประจำสำนักนายกฯ ที่ประสบความสำเร็จ แสดงให้เห็นว่าเรามีคนที่มีประสบการณ์อยู่ในวงการ 

น่าสังเกตว่า “พรรค ภท.” เปิดตัว รับสมาชิกพรรคใหม่  วันเดียวกับพรรค พท.จัดกิจกรรม “ยกเครื่องเพื่อไทย ยกเครื่องประเทศไทย”  ถือเป็นการวัดพลังกัน ระหว่าง “สีแดง” กับ “สีน้ำเงิน” ใครจะมีพลานุภาพมากกว่ากัน

ด้านคดีความของนักเคลื่อนไหวการเมือง  ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาครั้งที่ 2 คดีหมายเลขดำ อ.968/2561 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ฟ้อง  นายวีระกานต์  มุสิกพงศ์ อดีตประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) พร้อม แกนนำ นปช. และแนวร่วมอื่นๆ เป็นจำเลย 1-13 ในความผิด ฐานร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป สร้างความกระด้างกระเดื่องก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง, ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พ.ศ.2548 สำหรับ จำเลยทั้ง 13 คน ประกอบด้วย 1.นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ 2.นายจตุพร พรหมพันธุ์ 3.นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ  4.นพ.เหวง โตจิราการ 5.นายสิระ หรือสรวิชญ์ พิมพ์กลาง แกนนำคนเสื้อแดง จ.สกลนคร 6.นายณรงศักดิ์ มณี 7.นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท 8.นายพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ 9.นายพายัพ ปั้นเกตุ 10.นายพงศ์พิเชษฐ์ หรือพิเชษฐ์ สุขจินดาทอง 11.นายอดิศร เพียงเกษ 12.นายพีระ พริ้งกลาง (เสียชีวิต) 13.นายเมธี อมรวุฒิกุล อดีตนักแสดงชื่อดัง

โดยกรณีเมื่อระหว่างวันที่ 31 ม.ค.–9 เม.ย.2552 พวกจำเลย ได้ร่วมกันชุมนุมขับไล่รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยปิดทางเข้า-ออกทำเนียบรัฐบาล เพื่อขัดขวาง การปฏิบัติหน้าที่ ของ ครม. รวมถึงมีผู้ชุมนุมบางส่วนบุกไปยัง บ้านพัก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี (ขณะนั้น) เพื่อกดดันให้ พล.อ.เปรม พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และ นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ ลาออกจากตำแหน่งองคมนตรี รวมทั้งการปิดล้อมสถานที่ราชการสำคัญ ๆ หลายแห่งใน กทม. โดยจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ

โดยศาลพิเคราะห์คำเบิกความและพยานหลักฐาน  เห็นว่าการกระทำของพวกจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษฐานมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งให้เกิดการวุ่นวายในบ้านเมือง โดย ผู้กระทำผิดเป็นหัวหน้า หรือเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการ และเมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกการมั่วสุมดังกล่าวแล้วไม่เลิก ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 215 วรรคสาม อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90  พิพากษาจำคุก นายวีระกานต์ จำเลยที่ 1 นายจตุพร จำเลยที่ 2 นายณัฐวุฒิ จำเลยที่ 3 นพ.เหวง จำเลยที่ 4 และนายอดิศร จำเลยที่ 11 คนละ 6 ปี  และฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จำคุกคนละ 6 เดือน คำเบิกความของจำเลยทั้งห้า เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาบ้าง ลดโทษให้คนละ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 1, 2, 3, 4 และที่ 11 คนละ  4 ปี 4 เดือน ไม่รอลงอาญา   ส่วนจำเลยที่ 5, 7, 8, 9 และที่ 13 มีความผิดฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จำคุกคนละ 6 เดือน ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก จำเลย 5, 7, 8, 9 และ 13 คนละ 4 เดือน ไม่รอลงอาญา และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 6 และที่ 10

ต้องรอดู ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข  ที่มีเนื้อหาล้างผิดในคดีทางการเมือง จะครอบคลุมถึงคดีความที่บรรดาแกนนำ นปช. ถูกตัดสินจำคุกด้วยหรือไม่ จากการเคลื่อนไหวเมื่อช่วงปี 52  ถือเป็นวิบากกรรมครั้งสำคัญ

ทีมข่าวการเมือง