กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าเต็มสูบแก้ปัญหาค่ายาแพงในโรงพยาบาลเอกชน ด้วยการเปิดตัวโครงการ “สุขกาย สบายกระเป๋า” ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบาย “Quick Big Win” ของรัฐบาล โดยมีเป้าหมายสูงสุดเพื่อลดค่าครองชีพด้านสุขภาพให้แก่ประชาชน คาดการณ์ว่าโครงการนี้จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านยาได้สูงถึง 32,400 ล้านบาทต่อปี และจะเริ่มดำเนินการอย่างเป็นทางการในวันที่ 28 ตุลาคม 2568 นี้

3 สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับโครงการลดค่ายา “สุขกาย สบายกระเป๋า”

โครงการนี้ไม่ใช่การกำหนดราคาสูงสุด (Price Cap) แต่เป็นการใช้กลไก “ความโปร่งใส” และ “การเพิ่มทางเลือก” ให้ผู้บริโภค ซึ่งมีสาระสำคัญที่ประชาชนควรรู้ดังนี้

1.สิทธิใหม่ ขอใบสั่งยาซื้อภายนอกได้
นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุด: ผู้ป่วยมีสิทธิโดยสมบูรณ์ ที่จะแจ้งความจำนงเพื่อขอรับใบสั่งยาจากแพทย์ในโรงพยาบาลเอกชน และนำใบสั่งยานั้นไปซื้อยาจากร้านขายยาภายนอกที่เข้าร่วมโครงการได้ทันที เพื่อเปรียบเทียบและเลือกราคาที่เหมาะสม

2.โรงพยาบาลต้องแสดงราคายาอย่างโปร่งใส
โรงพยาบาลเอกชนที่เข้าร่วมโครงการ จะต้องแสดงรายละเอียดรายการยาและราคายาอย่างชัดเจนในใบแจ้งค่าใช้จ่ายหรือใบเสร็จรับเงิน ทำให้ผู้ป่วยสามารถตรวจสอบและเปรียบเทียบราคาก่อนตัดสินใจซื้อได้ เป็นการยกระดับการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคในการรับทราบข้อมูล
จำนวนโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการมากกว่า 300 แห่ง จากสมาชิก 354 แห่ง ได้แก่
-เครือ BDMS (ดุสิตเวชการ อาทิ รพ.กรุงเทพ รพ.พญาไท เป็นต้น)
-เครือโรงพยาบาลธนบุรี
-เครือ BCH (กลุ่มโรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ และโรงพยาบาลการุญเวช)
-เครือบางปะกอก-ปิยะเวช
-เครือรามคำแหง-วิภาราม
-เครือ PCL (พริ๊นซิเพิล)
-เครือจุฬารัตน์
-เครือนวมินทร์
-เครือสินแพทย์ และโรงพยาบาลหัวเฉียว โรงพยาบาลวิภาวดี โรงพยาบาลบีแคร์

3.ความร่วมมือครั้งใหญ่ของภาครัฐและเอกชน
โครงการนี้เป็นความร่วมมือแบบบูรณาการระหว่าง 3 หน่วยงานหลักของรัฐบาล ได้แก่ กรมการค้าภายใน (DIT), กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) และ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ร่วมกับสมาคมโรงพยาบาลเอกชน และร้านขายยาทั่วประเทศกว่า 20,000 แห่งที่กำลังเตรียมพร้อมลงทะเบียนเข้าร่วม

แม้สมาคมโรงพยาบาลเอกชนจะยอมรับว่าโครงการนี้เป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วย แต่ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับการซื้อยาจากภายนอก โดยเรียกร้องให้ อย. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการกำกับดูแลร้านขายยาอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากยาที่ไม่ได้คุณภาพหรือยาปลอม

การกำกับดูแลราคายาเป็นมาตรการต่อเนื่องที่กรมการค้าภายในได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2562 โดยกำหนดให้ ยา, เวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ เป็นสินค้าและบริการควบคุม ซึ่งโรงพยาบาลมีหน้าที่ต้องแจ้งราคาและแสดงช่องทางให้ผู้บริโภคตรวจสอบราคาได้อยู่แล้ว โครงการ “สุขกาย สบายกระเป๋า” จึงเป็นการต่อยอดมาตรการเพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้ป่วยอย่างเป็นรูปธรรม

ลำดับเวลาสำคัญของโครงการ (Kick-off 28 ต.ค. 2568)

7 ตุลาคม 2568 ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างหน่วยงานรัฐและเครือโรงพยาบาลเอกชน
10 ตุลาคม 2568 กรมการค้าภายในและ อย. ประชุมหารือและเตรียมความพร้อมร้านขายยาภายนอก
28 ตุลาคม 2568 Kick-off โครงการอย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้ ในอนาคต โครงการมีแผนขยายผลในเฟส 2 โดยจะขยายไปยังคลินิกทั่วประเทศ และจะมีการศึกษาโครงสร้างต้นทุนยาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็น (เช่น ผ้าก๊อซ, ชุดตรวจ ATK) อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมด้านราคามากยิ่งขึ้น.