ปัจจุบันกว่า 90% ของธุรกิจทั่วโลกเป็น SME มีการจ้างงานกว่า 70% ของแรงงานทั้งหมดประเทศไทยมีผู้ประกอบการ SME มากกว่า 3 ล้านราย คิดเป็นสัดส่วน 99% ของธุรกิจทั้งหมด และมีการจ้างงานกว่า 12 ล้านราย โดยธุรกิจ SME สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจคิดเป็นสัดส่วนถึง 35% ของ GDP

งาน “เสริมแกร่ง SME สร้างระบบนิเวศเรียนรู้สมัยใหม่ผ่านแพลตฟอร์ม ITD Expert Anywhere” สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) หรือ ITD ภายใต้การกำกับดูแลโดยกระทรวงพาณิชย์ ได้มอบรางวัล Sustainable Community Business (รางวัล SME ที่มีการสร้างผลกระทบทางสังคมที่ยั่งยืน โดยการทำธุรกิจที่มุ่งเน้นการช่วยเหลือชุมชนหรือสังคมในด้านต่างๆ) ให้กับ สาวิน สายมา ผู้ก่อตั้ง แบรนด์ VASSANA ในฐานะผู้สืบทอดการจักสานไม้ไผ่ของภาคเหนือ มาประยุกต์ใช้กับดีไซน์สมัยใหม่ เกิดผลงานที่มีความหมายและประโยชน์ใช้สอย พร้อมพาไปสู่เวทีโลก สานต่อการอนุรักษ์ ให้ความสำคัญกับช่างฝีมือท้องถิ่น และชุมชน จนได้รับรางวัล Innovative Craft Award 2012 จากผลงาน “โคมไฟรังนก” จาก สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน)

สาวิน เล่าว่า สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทยฯ ได้จัดการประกวดศิลปนวัตกรรมในเชิงนวัตศิลป์ ปี 2553 คุณแม่วาสนา นำผลงานวิจัยที่ไปศึกษาวิธีสานไม้ไผ่ในภาคเหนือ นำไปประกวดและได้รางวัลที่ 1 โดยปรับเปลี่ยนจากลวดลายจักสานไม้ไผ่ที่ซับซ้อน ให้ง่ายขึ้น โดยใช้เทคนิคเดิม ชื่อว่า “ลายริ้ว” ตอบโจทย์งานวิจัยเรื่องต่อยอดภูมิปัญญา
“คุณแม่และเราลงพื้นที่เก็บข้อมูลงานจักสานในภาคเหนือ เห็นปัญหาหลายๆ อย่างของงานจักสานในภาคเหนือ ไม่ว่าจะเป็นกำลังการผลิตที่เริ่มถดถอยลงเรื่อยๆ งานจักสานที่เป็นงานไม้ไผ่ไม่ได้รับความนิยม เพราะถูกแทนที่ด้วยพลาสติก บางลวดลายเริ่มสูญหาย กลายเป็นของชินตาที่เห็นอยู่ดาษดื่น ทำให้ไม่เห็นคุณค่ามัน และงานจักสานที่ภาคเหนือจะเน้นใช้สอยเพื่อครัวเรือน เช่น ก๋วย หรือตะกร้าใส่ของ กลายเป็นว่าไม่ได้ถูกกล่าวถึงเรื่องความงาม ดังนั้นถ้าเอางานจักสานในภาคเหนือไปเปรียบเทียบภาคกลาง สู้เขาไม่ได้ งานจักสานในภาคเหนือไม่ได้อยู่ในมาตรฐานของงานจักสาน”

สาวินกล่าวว่า ได้เห็นคุณภาพชีวิตที่ตกต่ำของคนที่ทำงานจักสาน ตอนนั้นในปี พ.ศ. 2553 เห็นผู้เฒ่าผู้แก่ นั่งสานไม้ไผ่ สานตะกร้าขายได้ในราคาหลักสิบ ได้เห็นคุณภาพชีวิตซ้ำๆ แบบนี้ในภาคเหนือ พบว่าเอกลักษณ์งานจักสานที่โดดเด่นไปอยู่ในงานพุทธบูชา พบเห็นได้ในวัด เช่นงานไม้ไผ่สานเป็นรูปดอกไม้ ใส่ต้นกฐิน ในความรู้สึกของตัวเองไม่ใช่ชิ้นงานที่สวย แต่เต็มไปด้วยแรงศรัทธาของผู้คน นอกจากนี้ยังมีงานสานของเล่นเช่น กบ เต่า นก ม้า งานจักสานที่เป็นรูปทรง 3 มิติ ซึ่งคนเฒ่าคนแก่สานเป็นกันทุกคน ขณะที่งานจักสานในภาคกลาง จะไม่สานเป็นงานชิ้น แต่สานเป็นงานแผ่นเพื่อทำเป็นกระเป๋า ตะกร้า

สาวิน กล่าวว่า เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไป งานจักสานไม้ไผ่ เริ่มถูกทดแทนด้วยกระดาษ ดอกไม้พลาสติก จึงมีไอเดียว่าต้องการนำงานจักสานของภาคเหนือมาต่อยอด ตอนนั้นทำร่วมกับคุณแม่ โดยนำดอกไม้จักสานมาทำเป็นโคมไฟชื่อว่า “โคมไฟรังนก” เพื่อมาแก้โจทย์ความไม่สวยของจักสานในภาคเหนือ แต่เมื่อนำงานจักสานมารวมกันเยอะๆ เพื่อให้คนดูแล้วเห็นถึงความพยายาม หรือเรียกว่า “โชว์ความเหนื่อย” ใครเห็นแล้วเหนื่อยแทนที่จะทำซ้ำ

นอกจากนี้งานลักษณะนี้ยังเล่าเรื่องของวิถีชีวิตว่าจะเป็นงานจักสานได้ ต้องเข้าป่าไปตัดไม้ไผ่ มาผ่าเป็นเส้นๆ และไม้ไผ่ที่ได้มาใช้ทุกส่วนอย่างคุ้มค่าที่สุด เช่นเศษไม้ไผ่จากการสานนำไปเป็นเชื้อเพลิง หรือเศษเหลือจากการจักตอกนำมาฝั่นเป็นเชือก นอกจากนี้ในการประกวดมีเกณฑ์เรื่องอีโค่คราฟต์เข้ามาด้วย ทำให้ “โคมไฟรังนก” คว้ารางวัลที่ 1
“เราเห็นวิถีชีวิตว่าคนไปตัดไผ่ในป่าที่ว่าเหนื่อยแล้ว ต้องใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด เรียกว่าการผลิตที่ทำให้เกิดของเหลือทิ้งน้อยที่สุด ตอนนั้นสังคมกำลังพูดเรื่องซัสเทนหรือการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า แต่ยังไม่เกิดการปฏิบัติอย่างทุกวันนี้ ที่เห็นแบรนด์สินค้าพยายามจะสื่อสารเรื่องนี้ให้กับลูกค้า”

หลังจากประกวดชิ้นงานได้ที่ 1 สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทยฯ ได้เชิญชวนให้ไปออกบูธขายสินค้า ซึ่งจัดขึ้นทุกปี จึงต้องหาสินค้ามาขาย กลายเป็นว่าเรื่องเลยเถิดจนเปิดแบรนด์ VASSANA เพราะเมื่อย้อนกลับไป มีซัพพลายเออร์ซึ่งเป็นคนเฒ่าคนแก่ที่ยังทำงานจักสาน แม้ว่าในช่วงเริ่มต้นเกิดแบรนด์ VASSANA ในช่วง 5 ปีแรกขายไม่ได้ ด้วยความที่ชนะการประกวดด้วยโคมไฟ จึงทำโคมไฟขายชิ้นละ 6-7 พันบาท ออกงานแฟร์ตอนนั้นยอดขายเป็นศูนย์ตลอด เราแค่เอาของไปโชว์ กลายเป็นความท้าทายของตัวเอง ในฐานะที่เป็นนักออกแบบคิดว่าไม่ได้อยู่ที่ทีมงาน แต่อยู่ที่ตัวเราในฐานะคนออกแบบ หลังจากนั้นพัฒนาชิ้นงานมาเรื่อยๆ จากงานชิ้นใหญ่ปรับลดลงเหลือชิ้นเล็ก เริ่มขายได้บ้างตอนนั้นยอดแค่หลักพัน ขณะที่คนอื่นขายได้หลักหมื่น

เมื่อมีการออกบูธสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทยทุกปี ได้เจอตลาดและคู่ค้าที่ทำงานหัตถกรรม และลูกค้า ทำให้รู้จักตัวเองและเข้าใจตลาดมากขึ้น แต่กลับพบจุดอ่อนของแบรนด์ ลูกค้ามาซื้อเพราะสงสาร จึงตั้งปณิธานว่าจะไม่ขายของด้วยความสงสาร และไม่ไปแย่งพื้นที่การตลาดงานจักสานของคนอื่นๆ เช่นกระเป๋าจักสาน ตะกร้าจักสาน เพราะมีคนทำขายเยอะอยู่แล้ว จึงได้หลักคิดว่า งานจักสานที่ผสานงานศิลป์ ต้องขายด้วยอารมณ์มากกว่าเหตุผล เริ่มมองเห็นโอกาสของตลาดนีชมาร์เก็ต และตลาดที่ว่า “ฉันชอบพอใจเท่าไรก็จ่าย” ซึ่งเป็นตลาดที่ได้เงินเยอะ

“เราไม่ได้อยากได้เงินเยอะ แต่เราอยากเห็นภาพที่ว่าเรากำเงินไปให้ผู้เฒ่าผู้แก่ เขาเห็นเราแล้วดีใจ”
จุดพลิกผันสำคัญของแบรนด์ VASSANA อยู่ในช่วงโควิด ในช่วงที่ออกบูธงานจักสานที่ทำเป็นรูปดอกไม้นำมาต่อยอดเป็นมาลัย เครื่องแขวน ซึ่งเป็นไอเดียของคุณแม่ กลายเป็นสินค้าที่ไม่มีมาก่อน และลูกค้าเข้ามาซื้อเพราะเห็นว่าสวย ทำให้เริ่มมีชื่อเสียง ประกอบกับงานมีเรื่องราวเบื้องหลังคือการช่วยเหลือชาวบ้าน และช่วงโควิดคนรวยอยู่บ้าน หันมาแต่งบ้าน เรียกว่าเป็นขาขึ้นของแบรนด์ ขณะที่แบรนด์อื่นขายสินค้าไม่ได้
นอกจากนี้ยังมีงานตกแต่งโรงแรม เพราะช่วงโควิดมีการเปลี่ยนมือโรงแรม เกิดการรีโนเวท ใช้งานของ VASSANA เข้าไปตกแต่ง ขณะเดียวกันลูกหลานที่หนีโควิดกลับไปต่างจังหวัดกลับมาอยู่บ้านได้เพราะมีรายได้ หนึ่งในจุดยืนสำคัญของวาสนาคือการเป็นผู้สร้างกระแส แม้จะไม่ได้ตั้งใจสร้างแบรนด์แบบมืออาชีพ แต่กลับสร้างผลงานที่คนอยากทำตาม
“เราชอบนะที่มีคนก๊อป เพราะนั่นแปลว่าสิ่งที่เราทำมันมีพลังพอจะกลายเป็นกระแส และเมื่อมันกลายเป็นกระแส มันก็จะอยู่ต่อไป”
ความสำเร็จในปัจจุบันจากที่เคยขายไม่ได้เลย ปัจจุบันสินค้า “มีเท่าไหร่ก็หมด” ทำให้วาสนาต้องขายสินค้าผ่านแฟร์ใหญ่ปีละ 2 ครั้ง ควบคู่ไปกับช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ รวมถึงรับงานออกแบบตามสั่ง วันนี้แบรนด์จักสาน VASSANA ไม่ได้แค่ขายได้แต่เกิดการจ้างงาน ให้กับผู้สูงอายุในชุมชนที่สร้างรายได้จากน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง ด้วยศักยภาพจากงานฝีมือ



