เมื่อพูดถึงบันทึกความเข้าใจ หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า MOU (Memorandum of Understanding) ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา จำนวน 2 ฉบับ ได้กลับมาเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองอีกครั้ง หลังรัฐบาล “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ได้แถลงนโยบายว่าจะมีการจัดทำประชามติเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพิจารณายกเลิก MOU ทั้งสองฉบับนี้

แต่คำถามสำคัญคือ MOU ทั้งสองฉบับนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร มีใจความว่าอะไร และเหตุใดจึงถูกวิจารณ์ว่าไทยอาจเสียเปรียบจริงหรือ?

ต้นตอของปัญหา “มรดกจากยุคอาณานิคม”

ความซับซ้อนของปัญหาเขตแดนไทย-กัมพูชามีรากฐานย้อนกลับไปถึงสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อฝรั่งเศสได้ขยายอิทธิพลเข้ามาในภูมิภาคอินโดจีน ทำให้สยามต้องลงนามในสนธิสัญญาหลายฉบับ และเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้ แนวสันปันน้ำ ในการแบ่งเขตแดนตาม อนุสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ปี พ.ศ. 2447

จุดที่กลายเป็นปัญหานานาชาติคือ แผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ที่ฝรั่งเศสจัดทำขึ้นฝ่ายเดียวในปี พ.ศ. 2451 แม้ไทยจะไม่เคยให้สัตยาบันอย่างเป็นทางการ แต่การที่ไทยเคยนำแผนที่ฉบับนี้ไปใช้อ้างอิงในเอกสารราชการบางครั้ง กลายเป็น จุดอ่อนสำคัญ ที่กัมพูชานำไปใช้ในคดีปราสาทเขาพระวิหาร จนนำไปสู่การที่ศาลโลกตัดสินให้ปราสาทอยู่ในอธิปไตยของกัมพูชาในปี พ.ศ. 2505 นั่นเอง

หลังสิ้นสุดสงครามกลางเมืองในกัมพูชา ทั้งสองประเทศเริ่มฟื้นฟูความสัมพันธ์และตกลงใช้ คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) เป็นกลไกหลักในการเจรจา แต่ยังไม่มีแผนแม่บทที่ชัดเจน จนกระทั่งมีการลงนามใน MOU ทั้งสองฉบับ

MOU 43 ปมเขตแดนทางบก กับแผนที่ที่ถูกตั้งคำถาม

MOU 2543 หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า MOU 43 ถูกลงนามเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2543 ในสมัยรัฐบาล นายชวน หลีกภัย
-ใจความสำคัญ
ข้อตกลงนี้กำหนด กรอบการทำงาน เพื่อสำรวจและปักปันหลักเขตแดนทางบกในส่วนที่ยังไม่ชัดเจน โดยใช้กลไก คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) เป็นแกนหลักในการเจรจา
-เหตุที่ถูกวิจารณ์
MOU 43 เป็นที่ถกเถียงอย่างหนัก เพราะข้อตกลงนี้ อ้างอิงสนธิสัญญาสมัยอาณานิคมและแผนที่ 1:200,000 ที่ฝรั่งเศสจัดทำขึ้น ซึ่งฝ่ายไทยมองว่าทำให้ประเทศ เสียเปรียบ เพราะชุดเอกสารดังกล่าวเคยถูกใช้เป็นเหตุผลในการตัดสินคดีเขาพระวิหารมาแล้ว นอกจากนี้ ฝ่ายความมั่นคงของไทยยังระบุว่ากัมพูชาได้ละเมิดข้อตกลงนี้หลายร้อยครั้ง

จากบันทึกสู่ “สัญญาระหว่างประเทศ”
เดิมที MOU 43 ถูกมองว่าเป็นเพียงกรอบการทำงานของฝ่ายบริหาร แต่สถานะทางกฎหมายได้เปลี่ยนไปในปี พ.ศ. 2551 ในสมัยรัฐบาลพรรคพลังประชาชน เมื่อรัฐสภาได้ลงมติเห็นชอบ “กรอบการเจรจา” ที่อ้างอิง MOU 43 ทำให้ข้อตกลงนี้ถูกยกระดับและมีผลผูกพันในลักษณะเดียวกับ “สัญญาระหว่างประเทศ” ที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด เพราะผลลัพธ์ของการดำเนินการอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของประเทศไทยได้

MOU 44 ล่าพื้นที่ปิโตรเลียมในอ่าวไทย

MOU 2544 หรือ MOU 44 ลงนามเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2544 ในสมัยรัฐบาล นายทักษิณ ชินวัตร
-ใจความสำคัญ
ข้อตกลงนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ วางกรอบการเจรจา แก้ไขปัญหา พื้นที่ไหล่ทวีปทับซ้อนกันทางทะเล (OCA) ในอ่าวไทย ซึ่งมีขนาดกว่า 26,000 ตารางกิโลเมตร และเป็นพื้นที่ที่ อุดมไปด้วยทรัพยากรปิโตรเลียม โดยใช้กลไก คณะกรรมการร่วมด้านเทคนิค (JTC)
-ข้อกังวลสำคัญ
ข้อกังวลหลักคือความเสี่ยงที่การเจรจาจะทำให้ไทย เสียดินแดนบริเวณเกาะกูด ไป เนื่องจากฝ่ายกัมพูชาได้ลากเส้นอ้างสิทธิในไหล่ทวีปผ่านพื้นที่ใกล้เกาะกูดของไทย นอกจากนี้ยังมีความสงสัยเกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อนในการแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ดังกล่าวด้วย

การทำประชามติ

รัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เสนอให้ทำประชามติเพื่อสอบถามความเห็นในการยกเลิก MOU ทั้งสองฉบับ ทำให้เกิดมุมมองที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

ฝ่ายสนับสนุนการยกเลิก
-มองว่า MOU ทำให้ไทย เสียเปรียบ และไม่ได้ประโยชน์ที่คุ้มค่า
-การยกเลิกจะช่วยปกป้องผลประโยชน์ของชาติ
ฝ่ายคัดค้านการยกเลิก
-มองว่า MOU เป็นกลไกสำคัญที่ ผูกมัด กัมพูชาให้ต้องเจรจาแบบ ทวิภาคี กับไทย
-การยกเลิกอาจเปิดช่องให้กัมพูชานำข้อพิพาทนี้ไปสู่ เวทีระหว่างประเทศ ซึ่งอาจเป็นผลเสียต่อไทยมากกว่า

สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจคือ ผลของประชามติไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายโดยตรง และเป็นเพียงการแสดงเจตจำนงเชิงนโยบายของประชาชนเท่านั้น ท้ายที่สุด การจะยกเลิก MOU อย่างเป็นทางการได้นั้น ยังคงต้องผ่านกระบวนการให้รัฐสภาลงมติเห็นชอบอีกครั้ง ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ซึ่งแปลว่ามติประชามติและมติรัฐสภาอาจขัดแย้งกันได้

อย่างไรก็ตาม แม้ MOU 43 และ MOU 44 เป็นเพียง กรอบการเจรจา เพื่อหาข้อยุติในปัญหาเขตแดนที่สั่งสมมาตั้งแต่ยุคอาณานิคม ข้อตกลงเหล่านี้จะไม่ได้กำหนด “ผลลัพธ์” ของเขตแดน แต่กลับถูกมองว่าอาจทำให้ไทยเสียเปรียบเพราะอ้างอิงเอกสารเก่าแก่ที่เคยสร้างปัญหามาแล้ว การจะเดินหน้าต่อหรือยกเลิก จึงเป็นประเด็นที่ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการปกป้องอธิปไตยในปัจจุบัน กับความเสี่ยงที่จะต้องเผชิญหน้าในเวทีระหว่างประเทศ ที่ประเทศไทยต้องตรึกตรองให้รอบคอบ..